Friday, December 31, 2010

ขอบคุณ ขอบใจ อะไร?

ฉันเขียน

ฉันลบ

และฉันก็เริ่มเขียนมันอีกครั้ง

แต่ฉันไม่รู้จะเขียนออกไปว่าอย่างไร

ฉันอยากขอบคุณ

แต่ก็ไม่รู้จะขอบคุณอะไร

ฉันอยากบอกอะไรสักคำ

แต่คำที่เหมาะสมนั้นอยู่ไหน

ภาษาไม่อาจสื่อสาร วาจาไม่อาจเอื้อนเอ่ย

หลักฐานของวันนี้จักรยังคงมีอยู่หรือไม่

ฉันอยากให้มันมีอยู่ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ฉันจะนั่งร้องไห้ฟูมฟายหรือยิ้มอบอุ่นให้กับเวลา

แต่คงหาหลักฐานที่เจนชัดมิได้

เพราะมันอยู่ข้างใน ในนี้ ในความรู้สึกลึกๆ

ที่อยากขอบคุณ แต่ไม่รู้จะขอบคุณอะไร

ที่อยากจะตอบแทน แต่ไม่รู้จะตอบแทนอะไร

ทุกสิ่งทุกอย่างตอนนี้ลงตัว พอใจ และพอเพียง

ขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น เรื่องราวที่เข้ามา

สักวันฉันคงจะมีถ้อยคำที่ชัดเจน

Tuesday, December 14, 2010

ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลขยับตัวไม่ได้


จ. ๑๓ ธ.ค. ๕๓

๒๒.๐๐ น.
นั่งเก็บงานเตรียมขึ้นบอร์ดพรีเซ้นท์เสร็จลากตัวเองขึ้นไปบนเตียงพร้อมชุดที่ใส่มาทั้งวัน : กางเกงยีนส์รัดขาสุดๆ ถุงเท้าเทนนิสหนาๆ เสื้อแขนยาวสองชั้น เปลือกตาที่เปื้อนอายชาโดว์

ขณะนั้นในใจคิดได้เพียงว่าตัวเองเข้าใจคนป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลตลอดเวลามากขึ้นจม โดยเฉพาะคนป่วยที่รู้สึกตัวแต่ขยับร่างกายไม่ได้ ฉันเองในคืนนั้นแค่จะเอื้อมมือไปถอดกางเกงที่มันรัดทรมาน แค่ลากผ้าห่มมาห่มให้หายหนาว แค่กลิ้งตัวควานหาแก้วน้ำเพื่อกินน้ำ...ยังทำไม่ได้สักอย่าง

ฉันนอนเป็นอัมพาต ไม่มีแรง ลมหายใจร้อนผ่าว ไข้คงขึ้นสูงมากเข้าไปแล้ว อยากรู้จังว่าไข้สูงเท่าไหร่ พยายามรวบรวมพละกำลังที่แทบไม่มีกดไอโฟน เพื่อหา app ดูว่าจะมี app วัดไข้หรือไม่....ไม่มี ไอโฟนไม่มีแอพวัดไข้ ฉันได้แต่คิดถึงตอนเด็กๆไม่สบายอยู่กับบ้าน แม่จะมีปรอทไฟฟ้าอันนึงเอามาจิ้มใต้ลิ้นแล้วตัวเลขก็จะขึ้น ไม่รู้ป่านนี้ปรอทนั้นจะยังอยู่มั้ย อยู่ที่ไหนของบ้านกันนะ ฉันไม่รู้ว่าคืนนี้ไข้ฉันขึ้นสูงไปเท่าไหร่ ฉันนอนหายใจรวยรินจนถึง

๐๒.๐๐ น.

ฉันขยับตัวไม่ได้ ฉันจึงทำได้แค่แผ่เมตตาให้คนที่ป่วยขยับตัวไม่ได้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลทุกคน คงฟังดูตลกคาเฟ่มากเลยสินะกับการที่ฉันป่วยจนขยับตัวไม่ได้แล้วแก้ปัญหาด้วยการแผ่เมตตาให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลที่ขยับตัวไม่ได้ ไม่เลยนะ มันไม่ตลกเลยสำหรับฉันในคืนนั้น มันคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้จริงๆ เป็นสิ่งเดียวที่ทำได้และนำความสุขมาให้

ใกล้ตีสามฉันรวบรวมแรงที่คิดว่าเป็นเฮือกสุดท้ายคว้านไปหยิบพารามา กินพาราเข้าไปสักพักเหงื่อออกเยอะมาก ดีใจจัง คงจะดีขึ้นเร็วๆนี้...เปล่า ฉันตื่นมาตอน ๐๘.๐๐ น. ต้องกินพาราอีกครั้ง พร้อมกับเริ่มกินยาอะม๊อกซี่สำหรับอาหารมื้อเช้า

ฉันไม่มีอาหารมื้อเช้า....

ตายหละหว่า จะกินยาได้ยังไง นอนคิดไปคิดมาก็เจอกล้วยหอมที่น้องน้ำซื้อมานานเน่าไปได้ช่วงนึงแล้วแต่ยังไม่มีใครไปเอาทิ้ง คิดกับตัวเองในใจว่าต้องเข้มแข็งลุกไปหยิบกล้วยหอมเน่ามากินให้ได้ พาราเริ่มออกฤทธิ์ เหงื่อออกแล้ว ว้าว คราวนี้รู้สึกดีขึ้นมากเลย ไม่รู้สึกเหมือนคนป่วยนอนโรงพยาบาลขยับตัวไม่ได้แล้ว แล้วก็ไปเอากล้วยหอมมากินดีกว่า

วันเวลาผ่านไปในตอนกลางวันด้วยดี ฉันมีไข้เป็นระยะๆ แต่กินพาราก็ช่วยระงับได้ตลอด

ตกค่ำ เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

ฉันว่าฉันควรรีบอาบน้ำก่อนแล้ววันนี้ก่อนที่ไข้จะกินหนักจนเป็นคนป่วยในโรงพยาบาลขยับตัวไม่ได้อีก
พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปหลายที่ซะด้วยสิ หวังว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆนะ ฉันไม่อยากไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้ว หมอคิดเงินแพง...

จี

Thursday, December 9, 2010

เพราะรักใช่ไหม



3.20 am

อีกหนึ่งสัปดาห์การเรียนเทอมที่สามของฉันก็จะจบลง

เทอมนี้ฉันเรียนน้อยกว่าปกติหนึ่งตัว ทำให้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่นักตลอดเทอมที่ผ่านมา จะติดก็ช่วงเก็บงานเตรียมส่งและเตรียมนำเสนอที่จะต้องทำให้เรียบร้อยหน่อย

วันนี้ฉันไม่มีเรียน แต่ต้องออกไปเอางานที่ไปเข้าเล่มทิ้งไว้ เพราะว่ามีส่งงานพรุ่งนี้

นิวยอร์กเธอหนาวเหลือเกิน อุณหภูมิตอนนี้ติดลบเกิน 7c ทุกวัน วันนี้ที่ออกจากบ้านฉันได้แต่โทษตัวเองว่า
"กะอีแค่ติดหมวกมาใบนึงจะทำให้กระเป๋าขาดหรอไงวะ ทำไมหยิบมาไม่ได้ นี่หนาวจนจะหูหลุดคอหลุดแล้วนะเว้ยไอ้จี"

อืม คุยกับตัวเอง ด่าตัวเอง

ช่วงนี้ฉันก็เบลอๆอย่างนี้แหละ แต่ก็คิดว่าไม่ได้กังวลอะไร ก็ตลกตัวเองดี

งานเสร็จเรียบร้อยไปสองวิชา....ไม่น่าเชื่อ....

ได้เวลา backup ไฟล์งานเก็บไว้ใน external hdd อีกอันหนึ่ง ขณะที่ฉันลากโฟลเดอร์ VisComII ใส่ลงไปนั้น ใจฉันหายอย่างบอกไม่ถูก วิชานี้ฉันเลือกทำ rebranding US OPEN ฉันรู้สึกว่าฉันรักงานนี้มาก มากจนคิดว่าถ้าขณะที่ลากไฟล์อยู่เครื่องเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ไฟล์หายไปจะทำอย่างไร ทั้งๆที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นระหว่าฉันกับน้องแมค แต่สำหรับวิชานี้ฉันรักมันมากจนคิดไปเองทุกอย่าง

อะไรทำให้ฉันรู้สึกรักและผูกพันกับมันขนาดนี้นะ

เพราะฉันรักเทนนิส หรือเป็นเพราะฉันรัก corporate design

ฉันตอบไม่ได้จริงๆ

แต่ก็คงจะไม่สำคัญ

ที่สำคัญกว่าคือฉันดีใจที่ฉันได้ทำงานกับสิ่งที่ฉันรัก แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งใดก็ตาม

ขอบคุณความมุ่งมั่นของตัวเองในวันเมื่อวานที่อดทน ขยัน และต่อสู้มาจนมีวันนี้ และยังหวังว่าจะมีวันต่อๆไป

รักตัวเอง

Tuesday, December 7, 2010

ฉันอยู่ไม่ไกล



เมื่อคืนนี้พอจะมีเวลา(แต่งเวลาขึ้นเอง)ผละออกจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เลยได้โอกาสทยอยดูหนังที่เก็บไว้รอดู หยิบหนังของพี่ตั้ม(รุ่นพี่มั้นท์)มาด้วยความรู้สึกผิด เพราะพี่ตั้มให้มาตั้งเกือบปีแล้ว เพิ่งจะได้เปิดดูวันนี้นี่เอง

"ฉันอยู่นี่...เธออยู่ไกล 93 Mins" คือลายมือที่เขียนอยู่บนแผ่น

ทีแรกฉันนอนดูบนเตียง หนังเล่นไปได้ไม่ถึง 10 นาทีฉันคิดว่าฉันต้องหลับแน่ๆ เป็นเพราะอะไรหลายๆอย่าง เช่น เตียงนั้นตั้งอยู่ไกลทีวีเกินไป และหนังเรื่องนี้มีข้อความที่ต้องอ่าน ทำให้ข้อความมันเล็กเกินไปที่จะอ่านเห็นจากระยะที่นอนอยู่บนเตียง หรือบางทีสายตาฉันอาจจะสั้นลงแล้วแต่ฉันกระเดียดไม่อยากยอมรับความจริง หรือหนังเริ่มต้น...เป็นธรรมดาของหนังสารคดี ไม่ใช่หนังรักโรแมนติกอะไรที่จะชอบซื้อความประทับใจให้กันในตอนเริ่มต้น ชีวิตจริงโปรโมชันเหล่านั้นไม่เคยอยู่ยาว และเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักจึงไม่มีแม้โปรโมชันใดๆ

ฉันตัดสินใจลากโซฟาออกมาจากข้างฝาเพื่อจะได้นอนดูทีวีบนโซฟาในระยะใกล้หน้าจอมากขึ้น

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 11-12 ปีสองคนมีชื่อว่าน้องแบงค์กับน้องนราที่เค้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ด้วยความตั้งใจของผู้กำกับหรืออะไรก็ตามที่ดำเนินเรื่องให้เขาสองคนได้เป็นเพื่อนกันผ่านกล้องวีดีโอ

แบงค์อยู่กรุงเทพ นราอยู่พังงา

ทั้งสองคนถ่ายวีดีโอบันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองพร้อมกับฝากข้อความผ่านวีดีโอ โดย(จากการคิดไปเองของฉันเช่นกัน)มีผู้กำกับตั้มเป็นผู้นำวีดีโอสลับเปิดให้แต่ละฝ่ายดู

แบงค์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ไม่ได้ไปโรงเรียน
นราอยู่โรงเรียน แต่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ (ฉันคิดเองเองว่านรามีฐานะทางบ้านลำบากและยากจน ประกอบกับแม่นรามีนราตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยวุฒิภาวะและฐานะทางบ้านอาจจะยังไม่พร้อมที่จะให้ลูกมาอยู่ด้วยกัน)

หนังเรื่องนี้ขโมยน้ำตาไปจากฉันดื้อๆได้หลายฉาก

"ตอนผมเจอนราครั้งแรก ผมบอกเค้าว่าแบงค์เป็นมะเร็ง นราก็วิ่งหนีผมไป และวิ่งกลับมาพร้อมกับหนังสือป้องกันมะเร็ง" บรรยายโดยพี่ตั้ม

"เดี๋ยวต้นปีหน้าก็หมดคอร์สยาแล้ว" แบงค์
"คนเป็นมะเร็งเค้าไม่หายกันหรอก" น้องชายแบงค์

และมีฉากที่น่าประทับใจและยิ้มให้อีกมากมายตามประสาความเดียงสาของเด็กนักเรียนต่างจังหวัดเพื่อนๆของนรา และความมองโลกในแง่ดีความอารมณ์ดีของน้องแบงค์เอง

มันดีจนฉันอดคิดไม่ได้ว่า

หรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนเราไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด มันเป็นเพียงแค่วัฏจักรธรรมดาของธรรมชาติที่มาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว

เด็กมองเรื่องนี้ไร้เดียงสาเกินไป หรือผู้ใหญ่อย่างเรามองเรื่องนี้เป็นจริงน้อยไปกันแน่?

นรามีโอกาสมาเจอแบงค์ที่กรุงเทพ และก่อนหน้าที่แบงค์จะไปหานราที่พังงาน มะเร็งได้ลุกลามไปยังสมองและดวงตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบงค์จากโลกที่สวยงามไปอย่างสงบ

ฉันดีใจที่อย่างน้อยน้องแบงค์ก็ได้ปลูกทัศนะที่งดงามต่อโลกใบนี้ไว้มากมาย คงดีกว่าการจากไปพร้อมทัศนะที่หดหู่สิ้นหวังเป็นแน่

สุดท้ายฉันก็ได้แค่หวังว่าอยากให้มีคนอีกหลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนฉัน หนังแนวหนังดูไม่รู้เรื่องตามประสาคนไทยชอบตั้ง แต่สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ให้คุณค่าต่อคนดูกว่าหนังรางวัลแนวๆหลายๆเรื่องแน่ๆ

Friday, December 3, 2010

คิดถึงบ้านเก่า




หลายวันมานี้แม่งมีความรับผิดชอบสุดๆ ทำงานเสร็จตามที่วางแผนไว้ทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าที่ขี้เกียจมาตลอดเทอมยังจะทำให้ฉันทำงานเสร็จอย่างน่าพอใจได้

วันนี้ไม่มีเรียน ตื่นไม่เช้า แต่มีเวลาเหลือพอจะมานั่งทบทวนเรื่องราวของตัวเองในอดีต

ฉันกลับไปยังบ้านเก่าของฉันมา
และได้ค้นพบว่า...แต่ก่อนกรูเขียนบลอกมันส์กว่านี้นี่หว่า!

ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าในตอนนั้นฉันใช้ภาษาพูดของฉันเองละเลงลงไป แต่ไหงพอเขียนมาเรื่อยๆ เยอะขึ้นๆ ภาษาเริ่มกระเดียดอยากทำตัวเป็นทางการ เหมือนวิญญาณนักนิติศาสตร์เข้าสิง --- ซึ่งมันไม่เหมาะกับฉันเลย พับผ่า!

เลยคิดว่าจะเริ่มกลับมาเขียนด้วยภาษาตลาดดังเดิม
(แต่ไม่รู้จะทำได้มั้ย เพราะมักจะลืมตัวกลับไปเขียนอะไรเน่าๆเหมือนเดิมบ่อยๆ)

เรื่องราวในบ้านเก่าที่อ่านกี่ทีแม่งก็ฮาก็คือเรื่องชีวิตประจำวันตอนไปอิตาลี มันมีเรื่องให้เจอทุกวัน ตั้งแต่วิ่งหนีโจรไปจนถึงเรื่องการใช้ชีวิตกระแดะกระเดียดของฉันเอง เวลาผ่านไปกลับไปอ่านทบทวนมันก็ยังดูมีชีวิตอยู่ตรงนั้น ไม่เก่าเลย...

เลยคิดว่า(อีกรอบ ไม่รู้จะย้ำคิดย้ำทำอีกกี่รอบกับการใช้ถ้อยคำเดิมๆ) ถ้าเป็นไปได้ อยากจะเค้นตัวเองให้เขียนเรื่องราวในแต่ละวันอีกครั้ง แต่ปัญหาเดียวคือรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตนิ่งเป็นยาสลบมากๆ มีงานมีการก็ทำไป ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลาเที่ยวก็ไปเที่ยว วันๆไม่ค่อยได้กระจายน้ำลายออกจากปาก ภาษาไทยภาษาอังกฤษเริ่มพูดไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้เศร้าสอยง่อยซึมอะไรนะ

อยากมีเรื่องตื่นเต้นบ่อยๆจัง

แน่ใจ?

Monday, November 15, 2010

ที่จริงมันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น


วันนี้ฉันเข้านอนเร็วกว่าปกติเมื่อตอนสี่ทุ่มและตื่นขึ้นมาอีกทีตอนตีสอง ทว่าแปลกที่ไม่รู้สึกง่วงเหงาเศร้าซึม คิดว่าคงเป็นได้หลับไปเพราะสมาธิ(ขอบคุณเพื่อนบุ๋มที่ส่งวีดีโอพี่คุ่นสุดหล่อกระชากใจมาดูแลและทำให้เพื่อนคนนี้ตระหนักเห็นอะไรหลายอย่าง)

ตื่นขึ้นมาพร้อมข่าวดี

แต่เป็นข่าวดีของคนอื่น: น้องมินน้อยได้สัมภาษณ์งานกับบริษัทสถาปัตย์บริษัทใหญ่บริษัทหนึ่งในปักกิ่ง และเค้าตอบกลับมาว่ายินดีรับเข้าทำงาน ทำเอาเพื่อนอย่างฉันอยากหายตัวไปหาและพามินน้อยไปฉลองกันสองคน หวังว่ามินน้อยจะได้ใช้เวลาหลังเลิกงานวันนี้พร้อมกับการเติมเต็มและความสุข เป็นกำลังใจให้เสมอ

เมื่ออาบน้ำล้างท่าร่างกายจิตใจพร้อมเริ่มทำงาน สติบอกว่าทำเท่าที่ใจและความรู้สึกจริงใจอยากจะทำ ฉันมีปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกับอาจารย์ในวิชานี้มาตลอดเทอม สิ่งที่เค้าสั่งงานให้ทำ สำหรับฉันมันเป็นเพียงแค่เปลือกที่สุดท้ายกระเทาะออกมาแล้วคงต้องโยนทิ้งไปเพราะภายในนั้นฝ่อหามีน้ำเลี้ยงไม่อยู่ดี

งานนี้ฉันต้องเขียนบลอก"เยอะๆ" เพื่อขายของ"ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง" พรุ่งนี้เป็นวันที่ต้องนำเสนอบลอกนี้ต่อห้องเรียน ฉันได้ตริตรองและตัดสินใจแล้วว่า "ฉันจะเขียนในสิ่งที่ฉันเห็นว่าจำเป็นเท่านั้น" และฉันก็เขียนไปหนึ่งบลอก(จากหลายๆบลอกที่คนอื่นเค้า"พยายามยัดเยียด"ใส่กันไป)

งานเสร็จแล้ว

และนี่คือเหตุที่มีบลอกนี้ : )

ฉันนั่งอ่านบลอกที่ตัวเองเคยเขียนย้อนกลับไปเจอบลอกหนึ่งที่ตัดพ้อการเดินทางที่แสนลำบาก การถีบตัวเองออกจากบ้านอันแสนสบายมีคนคอยเอาใจมาอยู่ลำพังต้องทำอะไรเองทุกอย่าง วันนี้ฉันเจออะไรบางอย่างเข้าให้


ฉันเชื่อว่าฉันรักคนๆหนึ่งมาก มากจนไม่ต้องการอะไรจากเค้าคนนั้นเลย ตลอดสี่ปีแรกที่ฉันเชื่อ---ฉันทำได้อย่างที่ว่า

วันนี้ฉันลองมองย้อนกลับไปเพื่อทบทวนว่าเป็นเพราะอะไรฉันถึงทำได้อย่างนั้น
คำตอบคือเพราะฉันในตอนนั้นมีธรรมะ ฉันเชื่อเรื่องการปล่อยวาง ความเมตตา และอนัตตา ด้วยการกระทำดีคิดดีเหล่านั้นรังสรรค์ให้ฉันได้มีโอกาสดีๆเกิดขึ้นมากมายในชีวิต รวมถึงกับคนที่ฉันรักด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อหลายวันก่อนใยฉันจึงทุกข์?

ฉันก้าวออกมาสงบนิ่งแล้วมองเข้าไปในตัวเอง ฉันค้นพบว่าที่ผ่านมาช่วงสองปีให้หลังฉันเปลี่ยนไป ฉันละทิ้งสิ่งที่ฉันเคยถือปฏิบัติไปตอนไหนโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ฉันถือไว้แนบอกในตอนนี้กลับเป็นความยึดติดและการล้ำเส้น---ฉันคิดว่าฉันอยากได้เขาและต้องการหลายสิ่งหลายอย่างจากเขา

ความสุขที่ได้รับมาในช่วงหลังมันคืบคลานแฝงตัวเข้ามากลืนกินความเมตตาที่ฉันมีและแปรเปลี่ยนให้เหลือแต่ความสุขที่ฉาบไว้บนผิวเปลือก ที่เมื่อขาดสติไม่รู้ตัวมันจะกระเทาะตัวเองทิ้งไปเหลือไว้แต่ความพยายามที่จะปะติดปะต่อยื้อยั้งเอามันมาไว้ที่เดิม หรือในทางพุทธศาสนาเรียกว่าการยึดติดนั่นเอง

เมื่อฉันนิ่งและฉันเห็น ฉันก็ดีใจกับน้ำตาที่เสียไป เพราะหากไม่มีเรื่องราววันนั้นฉันคงลืมไปแล้วว่าความลำบากทำให้เราหยุด คิด ไตร่ตรอง และเห็นปัญญา ปัญญาคือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ฉันจะขอยึดติดสิ่งเดียวตลอดชีวิตนี้ เพราะปัญญาจะทำให้ฉันมองเรื่องราวรอบกายได้อย่างแตกฉานและเป็นจริงอยู่กับปัจจุบัน

สำหรับฉัน ความทุกข์ก่อให้เกิดการเรียนรู้ แม้ในช่วงเวลาที่ร้องไห้จะได้แต่ก่นด่าตัวเองว่าทำอย่างนี้ทำไม ร้องไห้ทำไม แต่เมื่อมันผ่านไปแล้วมองกลับไปดูก็ได้เห็นว่าดีแล้วที่มีวันนั้น เพราะวันนั้นทำให้เรารู้ว่าเราทิ้งอะไรดีๆไว้เบื้องหลัง และโชคดีที่มันยังไม่สายจนเกินไปที่จะเดินกลับไปเก็บสิ่งที่ทิ้งไว้นั้นมาดูแลอีกครั้ง

เรื่องที่ผ่านมาก็เหมือนสิ่งที่เข้ามาทดสอบ ทดสอบว่าเราแน่จริงแล้วหรือกับการดำเนินชีวิตที่โตขึ้นทุกวัน
ผลการทดสอบ: ฉันสอบตก แต่ไม่เป็นไร เค้ายังเปิดให้ซ่อมได้ : )


Friday, October 8, 2010

Michael Rock Talk at Pratt

ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ฟังเลคเชอร์ดีๆแล้วรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็ก
แต่เป็นความตัวเล็กที่ดี เป็นความตัวเล็กที่ทำให้มองเห็นว่ายังคงมีพื้นที่เหลืออีกมากมายบนโลกใบนี้ให้ใครสักคนค้นพบและทำอะไรกับมันสักอย่าง

ฉันสังเกตมาสักพักแล้วว่าคนที่เรียนสถาปัตย์มามักจะสร้างสรรค์งานกราฟฟิกที่น่าสนใจ

Michael Rock เป็นหนึ่งในนั้น

งานของเขาเล่นกับองค์ประกอบศิลป์พื้นฐานเช่นรูปทรง สี ความลึก ไปจนถึงสเปซ แสง ภาพเคลื่อนไหวและโครงสร้าง

ความเป็นจริงการเรียนสถาปัตย์มาไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำงานกราฟฟิกได้ดีกว่าคนที่เรียนกราฟฟิกมาโดยตรงเสมอไป ฉันคิดว่าไม่ว่าเราต่างเคยเป็นอะไรมา สิ่งหนึ่งที่งานกราฟฟิกให้โอกาสเสมอกับทุกคนเท่าๆกันก็คือพื้นที่ของความสร้างสรรค์

ที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างไร กอปรโกยอะไรกันมาไว้บ้าง นี่แหละคือความสำคัญ
ยิ่งคุณเป็นคนกว้าง รอบรู้เท่าไหร่ พื้นที่ยืนของคุณก็จะกว้างมากขึ้นเท่านั้น
และยิ่งถ้าคุณสามารถลึกกับแต่ละเรื่องได้มากเท่าไหร่ สิ่งที่คุณทำก็จะยืนอยู่ตราบนานเท่านั้น

อย่างน้อย Michael Rock อาจารย์แห่ง Yale University คนนี้ก็ให้กำลังใจฉันโดยที่เขาไม่รู้ตัวไว้ว่า ยังคงมีที่ยืนให้เป็ดดีไซน์เนอร์ที่รู้กฎหมายอย่างฉันเสมอ ตราบใดที่ฉันยังไม่หยุดค้นหามัน

Sunday, October 3, 2010

ฬ 46


ภาพนี้ถ่ายที่หน้า Madison Square Garden บน Seventh Avenue
น่าแปลกที่ภาพนี้เป็นภาพหนึ่งที่ฉันนั่งมองแล้วรู้สึกมีความสุข
เขาเหล่านี้คือเพื่อนของฉัน
ฉันพบพวกเขาที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
เราเป็นเพื่อนกันมา 7 ปีได้แล้ว
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ
ฉันแทบจะไม่เคยคุยกับพวกเขาเลยเมื่อตอนเรียนอยู่
กลับเมื่อมีโอกาสได้มานั่งคุยมาเจอกันใหม่
ความผูกพันมันดันมี
เราทุกคนเป็นคนดี หรือที่จริงเราก็เอื้ออาทรกันโดยไม่รู้ตัว?

จะเพราะเหตุผลกลใดก็ตามทีเถิด
วันนี้ฉันมีความสุข
ขอบคุณนิวยอร์กที่ทำให้ฉันได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนอีกครั้ง
หากฉันอยู่เมืองไทยคงไม่มีวันนี้
หรืออาจจะมีแต่จะไม่เหมือนที่มีในวันนี้

ขอบคุณน้องแก้ม น้องคณะ สำหรับรูปใบนี้



Tuesday, September 14, 2010

สุขสันต์์วันเกิดเม่นอรณา


ไม่ได้วาดรูปมาสองปีเต็ม
งานนี้เพื่ออรณา
เม่นน้อย
ผู้จากนิวยอร์กไปเผชิญนครปักกิ่งเพียงลำพัง

เห็ดนี้ได้มาจากอรณา
เมื่ออรณาไปเดินเล่นร้าน Nintendo
แล้วซื้อมาฝาก

ที่จริงน่าจะซื้อ
"เจ้าไดโนเสาร์"
('_+)

โอ๋ย โดนต่อย
อรณาไม่ชอบให้เรียกไดโนเสาร์
อรณาชอบให้เรียกชื่อ
...
ซึ่งตอนนี้ลืมอีกแล้ว

สุขสันต์วันเกิดนะเม่นน้อย

Thursday, September 9, 2010

มองชีวิตย้อนกลับ สิ่งที่คิดกลับไม่ย้อนหาย















พฤ ๙ ก.ย. ๕๓
๒๓.๐๐ น.

วันนี้เรียนสองตัวคือวิสคอมทูกับมาเกตติ้งห่างกันแค่ ๑๕ นาที เหนื่อยจังเลย

๑๖.๐๐ น.

เลือกรีแบรนด์ยู.เอส.โอเพน
อ.ไม่วิจารณ์หรือพยายามโน้มน้าวให้เลือกบริษัทอื่นเลย
เค้าเพียงแค่พูดว่า
"องค์การเหล่านี้ย่อมทุ่มเงินเป็นล้านๆเพื่อให้คนจำโลโกเค้าได้
ถ้าสมมติว่าเปลี่ยนจากคำว่ายู.เอส.โอเพนเป็นโอกินาว่า
แว่บแรกที่มองก็จะคิดว่าอ่อนี่มันโลโกยู.เอส.โอเพนนี่น่า"
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆเค้าจะแสดงความเห็นว่าน่าจะเลือกองค์กรนั้นมากกว่าอันนี้นะ
เค้าหันมาถามฉันแค่ว่า
"คุณเล่นเทนนิสหรอ เล่นเก่งมั้ย?"
เท่านั้นเค้าก็เหมือนให้เกียรติเราที่จะทำยู.เอส.โอเพนเลย

ใจนึงก็ดีใจที่มีวันนี้ เพราะรำคาญลูกไฟของมันมาตั้งแต่
สมัยเรียนมัธยม อีกใจนึงก็คิดว่างานใหญ่เหมือนกันนะ...

๑๓.๐๐ น.

ตื่นนอนแต่ยังคิดว่าตังเองฝันอยู่

๑๐.๐๐ น.

ตกใจตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกวินเทจจากเออแบน เอาฟิตเตอร์
ร้องดังอย่างกับเอาหูไปแนบระฆังเวลาพระเรียกพระลูกวัดมาทำวัดเย็น
แต่ก็นอนต่อจนได้เมื่อเห็นว่า นี่ตรูเพิ่งนอนไปได้สี่ชั่วโมงเองนี่หว่า

๕.๐๐ น.

กำลังจะหลับไอโฟนก็ดัง
ป้าส่งข้อความมาทั้งทางวอทส์แอพและเอฟเอฟเอ็ม

พ ๘ ก.ย. ๕๓
๒๒.๐๐ น.

เดินถ่ายรูปโคมไฟเล่นกับพี่เชลลี่พี่นภในโซโหหลังจากกินไอติมไปสองลูกใหญ่ๆ(คนเดียว)...

๑๙.๐๐ น.

กินอาหารจีนในไชน่าทาวน์กับพี่นภพี่เชลลี่ร้านเสี่ยวหลงเปาเปิดใหม่ที่พี่ปาล์มแนะนำมา
อร่อยมากกว่าโจเชียงไฮที่ปกติต้องใช้เวลารอคิวเป็นชั่วโมงอีก
อย่าบอกใครนะ เดี๋ยวที่นี่จะคนเยอะ

๑๖.๐๐ น.

ย้ายสำมะโนหนังสือมานั่งอ่านในไบรอันพาร์คคนเดียวเป็นวันที่สอง
มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนเดินผ่านไปมา โดยเฉพาะคนที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไป
จะพิจารณามองนานเป็นพิเศษถ้าเป็นชายหนุ่มมากับเพื่อนชายหนุ่มที่หน้าตาดีทั้งคู่และดูไม่เป็นเกย์
แต่สุดท้ายวันเวลาก็ผ่านไป

วันนี้มีหมอดูมาทักถึงสองคน เมื่อวานมีแค่คนเดียว
แต่คนเมื่อวานระทึกกว่า คือทักเรื่องของฉันค่อนข้างแม่น

งานที่ดอง หนังสือเรียนที่ดองไม่อ่านสักที ไหงกลับกลายเป็น
เคลียร์งานได้ภายในวันเดียว เพียงยกตูดออกจากบ้านมานั่งในสวนสาธารณะ

"สังคมปรนัย" หนังสือภาษาไทยที่อยู่กับฉันตลอดเวลาในตอนนี้
เปิดไปหน้า ๒๐๘ "...เพราะความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของมนุษย์นั่นเอง ที่ทำให้ศาสตร์สาขาต่างๆ
และศิลปะกลายเป็นคนละเรื่องแยกขาดออกจากกัน"

ความคิดเกิดขึ้นมาว่า
"เพราะมนุษย์ไม่ได้ฉลาดไปซะทุกเรื่อง จึงเกิดการแยกศาสตร์ต่างๆออกจากกัน
หากมนุษย์คนหนึ่งพยายามที่จะเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆให้ได้มากที่สุด
ก็อาจจะทำให้ศาสตร์ที่แยกออกจากกัน เข้าใกล้กันมากขึ้น

ทีนี้...
แทนที่คนจะพูดว่า จะทำพาวเวอร์พ้อยท์ดีๆไปทำไม สิ่งที่สำคัญกว่าคือเนื้อหาที่พรีเซ้นท์ต่างหาก
ก็จะพูดว่า ทำพาวเวอร์พ้อยท์ให้ดีๆ คนดูก็จะสนใจติดตามสิ่งที่เราจะพรีเซ้นท์ เมื่อคนสนใจ
เค้าก็จะได้รับข้อมูลจากเราเต็มที่...win-win

โพสท์ใจความไว้ในเฟซบุค

เพื่อนไต้หวันมาบ่นว่า
"จี เธอช่วยเขียนอะไรในเฟซบุคเธอเป็นภาษาอังกฤษหน่อยได้มั้ย
ฉันอยากรู้ว่าเธอเขียนอะไรทุกครั้งเลย"

ฉันยิ้มให้แล้วบอกอย่างโง่ๆว่า
"โทษทีหวะ ฉันชอบภาษาไทย"

Thursday, September 2, 2010

my morning tree brings me back home













เวลาผ่านมาสองปีสองเดือนของบทละครแห่งชีวิตฉันในนิวยอร์ก มุมที่อยู่เป็นเพื่อนฉันทุกวันเมื่อตื่นเพิ่งเคยจะถูกบันทึกขึ้น

หากจะพูดว่าต้นไม้ต้นนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ฉันไม่อยากย้ายบ้านไปไหนก็ฟังดูจะมากเกินไป แต่ขอโทษที มันดันเป็นความจริง

ทุกครั้ง ทุกวันเวลาฉันตื่นนอนแล้วมองออกจากทางหน้าต่างข้างเตียงแล้วเห็นต้นไม้ต้นนี้ มันทำให้ฉันคิดอะไรได้หลายๆอย่าง

ฉันเห็นมันมาหมดแล้วทุกสภาพ ทั้งในรูปแบบที่มีใบเขียวชอุ่มสมบูรณ์ และเมื่อมันยืนต้นอย่างไร้ใบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพไหน สิ่งสำคัญคือ มันยังคงอยู่

มันยังทำให้ฉันคิดถึงบ้าน ทำให้ฉันรักบบ้านที่ฉันเกิดมาที่โคราชมากขึ้นไปอีก เพราะมีเพียงบ้านหลังนั้นและห้องเช่าห้องนี้ที่อนุญาตให้ฉันมองเห็นต้นไม้ ท้องฟ้า และแสงแดดเมื่อลืมตาตื่น

มันทำให้ฉันรู้ว่าชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะในกรุงเทพ หรือ นิวยอร์ก มันมีวันหมดอายุ มันมีสักวันที่ฉันต้องอำลามันไปอย่างขมขื่นเพราะความผูกพัน ดังนั้นมันจึงเตือนสติของฉันทุกวันที่ตื่นนอนว่าโปรดออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆนอกห้องได้แล้ว เพราะเวลากำลังเดินถอยหลังไปทุกวัน..ทุกวัน

นอกจากนี้มันยังเป็นเพื่อนฉันเวลาฉันเหงา อ่อนแอ ร้องไห้ แค่หันขึ้นไปมองใบเขียวๆที่ตัดกับสีฟ้าสดใสเบื้องบนก็รู้ว่าโลกใบนี้น่าอยู่เกินกว่าจะมานั่งเสียใจให้กับ "อะไรก็ไม่รู้"

มันได้สร้างความฝันเส้นทางใหม่ให้แก่ฉัน นั่นคือความฝันที่ว่าฉันจะอยู่กับชีวิตที่เหลืออย่างไรให้ได้รู้จักกับแม่ธรณีให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เอะอะก็เดินอยู่บนพื้นคอนกรีต นั่งอยู่ในกล่องเหล็กอยู่ทุกวันเช่นนี้

ฉันเฝ้าฝันคงมีสักวันที่เพียงสองเท้าเปล่าจะนำฉันไปสู่ที่ๆฉันเติบโตมา

Wednesday, August 11, 2010

หมุนรอบตัวเอง




ยิ่งโตขึ้น เรียนรู้มากขึ้น ก็ยิ่งฉงนว่าตัวฉันนั้นเล็กเพียงใดต่อความหลากหลายและซับซ้อนที่โลกใบนี้สามารถผลิตออกมาได้

ฉันได้แต่อยู่อย่างเจียมตัวดั่งเป็นผู้ขอโลกสีน้ำเงินใบนี้อาศัย

แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองตัวเองใหญ่คับโลก แต่งตั้งตัวเองเป็นแกนมองโลกหมุนรอบตัว
และก็มีหลายครั้งที่คนเหล่านั้นล้มทับลงมาที่ฉัน อย่างไม่ได้ตั้งใจ

เพราะหากตั้งใจฉันคงไม่ยอม...

เป็นจริงอยู่แล้วที่เราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ควบคุมตัวเองได้ และบังคับคนอื่นไม่ได้
แต่สำหรับเรื่องบางเรื่อง ในการก่อสร้างอะไรบางอย่าง คนๆเดียวทำสำเร็จลงไม่ได้
ต้องใช้ความรู้สึกที่คิดเห็นเหมือนกันจากอีกคนหนึ่ง

ในเมื่อเงื่อนไขในการสร้างสิ่งนี้ มีคนเพียงสองคน และคนหนึ่งเห็นต่างกับอีกคนหนึ่งเสียแล้ว
สิ่งนี้ก็คงมิอาจเกิดเป็นจริงขึ้น

แต่ทำไมหละ ทำไมคนที่ต้องการสร้างจึงต้องร้องไห้
ทำไมไม่ใช่อีกคนที่เสียใจ

ความปรารถนาดีอ่อนแอกว่าความเมินเฉยอย่างนั้นหรือ?

แล้วทำไมฉันต้องเกิดมาเป็นคนที่ต้องคิดถึง ปรารถนาถึงคนอื่นให้มีความสุขเสมอไป
หรือที่จริงฉันก็คิดไปเอง
กำลังมองโลกหมุนรอบตัวฉันเองเช่นกัน
ว่าคนอื่นนั้นเค้าต้องการความปรารถนาดีนี้จากฉัน

ทั้งที่จริง เค้าอาจมิได้ต้องการอะไรเลย

นี่คงเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขของการที่ฉันต้องเกิดมา
ความทุกข์ของการพยายามทำครอบครัวที่แตกร้าวให้มีความสุขที่สุด

ฉันว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว และทำดีที่สุดเสมอ

หรือเป็นอีกครั้ง... ที่ฉันหมุนรอบตัวเอง...

Friday, June 18, 2010

untitled




ขณะนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ผู้ชายคนหนึ่ง
ฉันถามตัวเองว่า
"วันนี้มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ด้วยหรือ"

วันนั้นมีอยู่จริง
และวันแบบวันนี้ก็มีอยู่จริงเช่นกัน

วันอย่างวันพรุ่งนี้ก็จะมีขึ้นอีกวัน
และวันอย่างวันต่อๆไปก็จักรเยือนมา

ดีใจที่มีวันนั้น วานนี้ วันนี้
และเหมือนยังมีหวังที่จะมีวันพรุ่งนี้

รักการมีชีวิตอยู่เหลือเกิน
แต่คงไม่มากจนกลัวการต้องจากกัน

Saturday, May 15, 2010

a lot of reasons why she is so in love with new york

on M103 Bus running from Upper East Side to East Village


Friday May 15, 2010 4.oo pm
:
she sees a homeless guy dragging his 2 large shopping carts, which contained his stuff and some helpful junks, into the subway car. he feels so small, she can tell. it seems to him that it's not a perfect timing to travel around the city, as it's a prime time. the train stops at the next stop, the doors open, a gorgeous working-classed woman steps in and glances at the homeless guy, and steps aside to the other side. the homeless guy seems feeling awkward. he is looking for a new space that he and his stuff can fit in without annoying other passengers. she thinks the homeless guy thinks too much. that woman just looked at him in order to find some space to hold and stand. she, the observer, does not see any hesitances standing close to the homeless guy from that woman at all.

Then she thinks to herself, "this is one thing I really love about New York. the poor and the richer live together in the same place. the rich then can see how strugglingly the poorer have to be;in the same time, the poor then can feel he is counted as a part of the social stem.

Friday May 15, 2010 6.00 pm:
"we went to the same law school."
"oh yeh?"
"now she goes to an art school."
"you must really have fun there. is it fun there?"
"well, it's hard to compare. just different."

this is one thing she is annoyed about social life. when people first meet, they just talk about a very surface of thing. to her, it's better to keep her mouth shut rather than spilling out words that she has never wanted to invent. her full-version answer to that question would actually be , "in law school, the more you read the more you study the more you gain; but, in design, the more you see little shifts in everyday life, the more you care about surroundings, the more succeed in your career."

Saturday May 16, 2010 4.00 pm:
she walks into a vietnamese restaurant as usual. the guy at the counter says, "one to-go iced coffee, right?" she nods her head and waits.
"song baht ha-sib."
"how did you know that I'm thai?"
"your accent is soft unlike of chinese, taiwanese or korean."
"haha that's very funny."

although she has been there for almost 2 years, seen the same waiter, this is the first time he talks to her in her native language.

Saturday May 16, 2010 9.00 pm:
"let's take a bus instead of taking a train!!
I wanna see the other side of life."
on the bus, she suddenly changes her mind. they separate at 59 st stop. homemade hot chocolate seems more convincing to her rather than 3rd night drinking at st.mark's. it's time to slow down, examine life, and stay alone.

Tomorrow:
Thai Artist Alliance at General Thai Consulate House.
she can't wait to know how she will feel about all the formal situations.

Sunday, May 9, 2010

สิวกับการเดินทาง



ตีสองครึ่งวันอาทิตย์ 9 พ.ค.
นับสิวบนหน้าได้ 7 เม็ดถ้วน
อากาศข้างนอกหนาว ลมแรง
ฉันเพิ่งกลับถึงบ้านด้วยเสื้อเพียงสองชั้นบางๆ

เป็นวันที่สองย่างเข้าวันที่สามของการปิดเทอม
เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันยังเครียดที่สุดในชีวิต
นอนเช้าและตื่นบ่ายตลอดภาคเรียนที่ผ่านมา
นอนเกือบเช้าและตื่นเช้าเมื่อจบภาคเรียน

ฤดูใบไม้ผลิเมตตาลดวันฝนตกและเพิ่มวันแดดออกให้โลกบริเวณนี้
การออกจากบ้านโดยไร้จุดหมายปลายทางกลับมาเป็นเพื่อนซี้กันอีกครั้ง
กระเป๋าใบใหญ่ รองเท้าไร้ส้น สมุด ปากกา หนังสือหนึ่งเล่ม น้ำหนึ่งขวด
กระเป๋าตังค์ใบเดิมและกล้องถ่ายรูปตัวเล็ก. . .กลับมาร่วมทางกันอีก

เดินจิบช็อกโกแลตร้อนที่อร่อยที่สุดในโลก(ของฉัน)
ชอปปิ้งเสื้อผ้าไม่เซลล์(แล้วค่อยรู้สึกผิดเอาไปคืน)
นั่งลงมองคนเดินผ่านไปมาแล้วยิ้ม(ในใจ)
อ่านหนังสือภาษาไทย(ที่ไม่ได้อ่านมาตั้งแต่ใบไม้ร่วงปีก่อน)
ถ่ายรูปไปเรื่อย(เรื่อย)

ดูสุข

แต่ที่จริงบางวันฉันก็จมความทุกข์
ความทุกข์ที่สังคมขีดวาด

นั่งมองรอบกาย
เจอแต่คนจบตรีและต่อโทในสาขาที่อย่างน้อยก็พอมีอะไรที่โยงเข้าหากันได้
ได้ทำงานในสิ่งที่ตนเรียนรู้มา
จบตรีถาปัตย์ ต่อโท Lighting Design, Facilities Management, Communications Design and etc.
พอหันมามองตัวเอง
หลายครั้งที่ท้อ หลายครั้งที่กลัวทำไม่ได้อย่างใครเขา คำถามได้ถูกตั้ง
"ใครจะอยากได้นักกฎหมายไปทำงานออกแบบ"
"ใครจะอยากได้นักออกแบบที่รู้กฎหมาย แต่ใช้โปรแกรมก็ยังไม่ค่อยเป็น"
รู้สึกตัวเองเป็นเป็ดที่น้ำตากำลังไหล

ฉันชอบความเป็นคนรอบรู้ แต่ฉันไม่อยากเป็นเป็ด ที่ทำตัวเหมือนจะรู้อะไรมากมาย แต่แท้จริงไม่ได้ลึกไปกับอะไรสักอย่างหนึ่ง
แต่ฉันก็รู้ตัวว่าฉันไม่ใช่. . . ไม่ใช่เป็ด

แต่เหมือนสังคมก็ยังไม่เคยสร้างที่ยืนให้แก่คนแบบฉัน ฉันเป็นเพียงผงดินลีบที่ปลิวว่อนหาที่ยึดจับ หาสิ่งที่จะทำให้ความเบาหวิวนั้นหนักแน่่น

บางทีฉันก็น้อยใจสังคมที่ใจแคบเหลือเกิน
แต่บางทีฉันก็คิดถึงคำพูดของอาจารย์ที่เคารพรัก
"คนที่เป็นผู้นำของสังคม คือคนที่แตกต่าง"

ฉันไม่ได้มีความทะนงมากพอจะหลอกตัวเองว่าตัวเองแน่ จะไปได้ไกลสุดขอบฟ้าดังฝัน
แต่อย่างน้อยคำพูดของอาจารย์ก็เป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจให้กับคนที่เดินอยู่เพียงลำพังบนทางเดินที่ไม่คุ้นเคย ได้เดินต่อไปอย่างอดทน พร้อมความหวังว่าสักวันอาจจะมีที่ยืนเป็นของตัวเอง

เมื่อเวลานั้นมาถึง สิวก็คงนับไม่ถ้วนไปเสียแล้ว

Tuesday, May 4, 2010

ไมโครเวฟเสียง่ายกว่า



ไมโครเวฟเสีย
ตื่นเช้ามาจะอุ่นอาหารไมโครเวฟเสีย
ตื่นเช้ามาไมโครเวฟเสีย
จะอุ่นอาหารไมโครเวฟเสีย
อยู่ๆทำไมไมโครเวฟเสีย
ชีวิตลำบากขึ้นยกใหญ่เพราะไมโครเวฟเสีย
จะกินมื้อต่อไปยังไงไมโครเวฟเสีย
จะซ่อมหรือจะซื้อใหม่ไมโครเวฟเสีย
อยู่ๆทำไมไมโครเวฟเสีย
ไมโครเวฟเสียได้ไง
ทำไมไมโครเวฟเสีย
เกิดมาไม่เคยเจอไมโครเวฟเสีย
ทำไรไม่เป็นเมื่อไมโครเวฟเสีย

คำพูดเหล่านี้หลบอยู่ในหัวของฉันมาทั้งวัน
มันทำให้วันที่เหลือเป็นวันยุ่งเหยิง
กับข้าวที่เหลือเอามาอุ่นไม่ได้
และฉันก็ยุ่งเกินกว่าจะอุ่นมันด้วยกะทะ
จะซื้อข้าวกิน กินเหลือก็เก็บไม่ได้
เพราะฉันไม่มีเวลาว่างพอจะตามล้างกะทะ

เรียนเสร็จ หิวข้าว ทนหิว เพราะไม่อยากกินข้าวนอกบ้าน
แวะลงมาซูเปอร์ข้างโรงเรียน สอยอะไรก็ได้ที่กินได้แบบเย็นๆมาไว้ในตู้เย็นที่บ้าน
ผลไม้ rice pudding ช็อกโกแลตแท่ง และชีสเค้ก
วันนี้ก็จบลงด้วยประการ ฉ นี้

ไม่มีไมโครเวฟใช้อาจจะเปลี่ยนการใช้ชีวิตได้ชั่วคราว
แต่กับบางเรื่องราว มันไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ฉันพยายามแล้ว แต่มันยังไม่เคยไปไหน
หากเขาจำฉันได้ เขาคงจะจำเพลงนี้ได้เช่นกัน

อาจยังไม่เห็นว่ารักมากมาย อาจยังสงสัยหัวใจดวงนี้
อาจยังไม่เห็นสายตาแห่งความหวังดี
แต่เธอก็คงเข้าใจมันสักวัน

อาจมีใครใครที่เขาดีกว่า
อาจจะเป็นคนที่เธอใฝ่ฝัน
อาจจะมีใครให้เธอหมดใจอย่างฉัน
และมันจะมีให้เธอเพียงคนเดียว

ไม่มีไมโครเวฟ คงวุ่นวายสักพัก แล้วทุกอย่างคงลงตัว
แต่กับการพยายามเอาความรักออกไปจากชีวิต

มันทรมานเหลือเกิน เหมือนหลอกตัวเองทุกวัน

Sunday, May 2, 2010

ลาวัน



เขียนลงเวลาค่ำ เดาเอาว่าวันนี้วันที่รู้สึกแย่วันหนึ่งกำลังจะผ่านไป

ปกติชอบเวลาตัวเองปวดหัว เพราะจะได้หาเรื่องเคี้ยวยาพารา
แต่วันนี้ปวดท้อง เจ็บคอ และไออย่างหนัก ยาที่ต้องกินกลับไม่ใช่พาราเสียแล้ว
เลยทำหัวเสีย ไม่อยากกินยาพร่ำเพรื่อ พยายามอดทนคิดว่ามันจะผ่านไป
แต่สุดท้ายความทรมานเหล่านั้นก็ยังคงอยู่
ทางเลือกไม่มีนอกจากไปหยิบยามากิน
แต่ก็นึกอดเสียดายไม่ได้ว่าทำไมหนาทำไมถึงไม่ใช่เธอ
"ยาพารา"

คืนก่อนนั่งเขียนรายงานถึง 9.30 น. เช้าวันถัดไป
คิดว่าการงานคืบหน้าไปเยอะพอตัวในคืนเดียว
ความขยันวันเดียวส่งผลให้วันนี้ทำอะไรไม่ได้
เพราะป่วย
งานที่เหลือก็จำต้องหยุดชะงัก
ล้มหัวลงนอนเพื่อพักผ่อนแต่ใจไม่พัก รู้สึกแย่กับวันเวลาที่เหมือน
จะผ่านไปอย่างไร้ราคา

เดินเข้าห้องครัวได้กลิ่นสาปแปลก
ด้วยความไม่รู้คิดเอาว่าแกสหากรั่วนานจะเปลี่ยนกลิ่น
พยายามทำความมั่นใจว่าได้กลิ่นมาจากเตาแน่ๆถึงสามวิธี
โทรหาบริษัทแกส รอชั่วโมงนึงได้คนมา
ปรากฏไม่ใช่แกสรั่วอย่างที่ตระหนก
แต่กลิ่นที่มีจะเป็นอะไรเขาก็ไม่รู้
แต่ไม่ชอบเท่าไหร่นักที่เขาถามว่าอยู่คนเดียวหรือ
อาจจะเป็นฉันเองก็ได้ที่โดนสั่งโดนสอนมาให้ระวังผู้ชายอย่างเข้มเคี่ยว
บอกไปว่าอยู่กับน้องชาย ไม่ชอบโกหก แต่จะให้ทำอย่างไร

เขากลับกลิ่นยังอบอวล
ร่างกายที่ไม่แน่แท้ไม่พร้อมจะสืบเสาะต่อไป
เข้านอนอีกรอบจนค่ำตื่นมาพร้อมความหิวแบบไม่มีแรง
และความปวดใจที่วันนี้การงานไม่ได้สร้าง

พยายามบอกตัวเองว่า
หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ฉันคงอยากนอนยิ้ม
ก็แค่ปลายภาคเรียนจะเครียดทำไม
แล้วก็เปิดยูทูบดูรันม่า 1/2
พอได้หัวเราะออกมาบ้าง
แต่ก็ดันหนีไม่พ้นมีฉากคนเดินอยู่ริมน้ำ
เห็นแล้วคิดถึงบ้าน อยากกลับไปเดินเล่นอีกครั้ง
เสียงหัวเราะก็พลันหาย
เหลือความเศร้าหวนคำนึงทิ้งไว้เป็นห้วงสุดท้ายของวัน

วันอาทิตย์

ลา.

Thursday, April 29, 2010

เครียด




ตอนเรียนนิติฯ การออกไปอ่านหนังสือข้างนอกถึงเช้า นั่ง taxi กลับสามย่านแวะกินโจ๊กแล้วเดินกลับหอในฯดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็ทำมาได้จนเรียนจบ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองกลับไปใช้ชีวิตขะมักเขม้นเหมือนช่วงก่อนสอบตอนเรียนนิติฯอีกครั้ง
ได้ค้นพบความเหมือนและความต่าง;

เหมือนกันที่ สถานที่อ่านหนังสือติดบริการสารธารณะทั้งคู่ คือ BTS และ Subway ตามลำดับเวลา
เหมือนกันที่ ระยะเวลาที่ใช้คือนั่งยันรุ่ง

ต่างกันที่ อากาศที่หนาวกว่า(เกือบติดลบ)
ต่างกันที่ แม้โรงเรียนจะติด subway แต่บริเวณนี้ก็ถูกจัดลำดับว่าเป็นเขตอันตรายที่สุดในนิวยอร์ก อันตรายยิ่งกว่า the Bronx หรือ Harlem เพราะเป็นเขตที่อยู่คนดำเหมือนกัน แต่เป็นคนดำที่ได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล ไม่มีบ้าน ไม่มีรายได้ ข่าวปล้นฆ่าเพื่อเงินเพียง $20 หรือเพื่อนของเพื่อนฉันเองโดนจี้อยู่ตรงหัวมุมสถานีตำรวจแท้ๆ ควักกระเป๋าออกมาให้ดูมีแค่ $3 ก็ยังโดนเอาไปหมดตัว
ต่างกันอีกที่ ที่นี่ไม่มีโจ๊ก

ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ใจความที่ค้นพบก็คือความเหนื่อยในวันต่อไป

ฉันอยู่ที่ตึก Architecture จนถึงเช้า รอรถช่วงเวลา 6.oo น. เพราะเป็นเวลาที่รถสายกลางวันเริ่มวิ่ง คาดการณ์เอาเองว่าน่าจะมีความปลอดภัยสูงขึ้น ถึงบ้านกว่าจะได้เข้านอนตอน 8.00 น. มีเรียนบ่ายสามเลยตั้งปลุกไว้ 13.00 น. ตื่นมาแทบลุกไม่ไหว ไปเรียนแทบไม่รู้เรื่อง ติดมาจนถึงวันนี้ที่ไมเกรนกินหัวและก็มีไข้ทุกวัน

ฉันเลยนั่งคิด
มันถึงเวลาที่จะเลิกฝืนสังขารแล้วหรือเพราะฉันขี้เกียจลงกันแน่

แล้วใครจะรู้?


Sunday, April 18, 2010

จากป้าในซับเวย์ถึงหญิงถึกเพิ่งพักรบกับข่าวในประเทศ






วันนี้ฉันถูกมินนี่ลากออกจากที่นอนตอนบ่ายโมง(หลังจากเข้านอนตอน 8 โมงเช้า)
เพื่อให้ไปทำโมเดล(ธุระฉันเอง)ที่คณะของมินนี่
ทีแรกนัดกันไว้วันอาทิตย์แต่มินไม่ว่างแล้ว
แต่ยังมีน้ำใจอยากให้งานฉันเสร็จลุล่วงก่อนเปิดเรียนในวันจันทร์
จึงจะปลีกเวลามาทำให้ฉันวันนี้ตอนบ่ายแทน

คืนก่อนหน้าฉันก็ให้คำมั่นไว้อย่างดีตอนตีสามว่าตื่นแน่นอน
มินไปนอนพร้อมกับความไม่มั่นใจในตัวเพื่อนเท่าไหร่
ประมาณเที่ยงเมสเสจมาปลุกฉัน
ฉันงัวเงียตอบกลับไปว่าไปไม่ทันแน่ๆเลย ไว้วันหลังแล้วกัน(ง่ายๆอย่างนี้ แล้วไปนอนต่อ)
มินคงรู้สันดานเพื่อนดีเลยไม่รอส่งเมสเสจคุยกันแล้วแต่โทรมาเลย
ฉันงัวเงียรับ
"โหล....."
"ยังไม่ตื่นใช่มั้ยเนี่ยยยยย"
"อื้ออออ...."
"ตื่นมาวันนี้เลย เรามีเวลาตั้งหลายชั่วโมงก่อนไปปาร์ตี้ตอนเย็น ยังไงก็ทัน"
"ฮือ.....ไม่ทันนนนนนน...ยังไงก็ไม่ทันนนนน......ยังไม่ตื่นเลย ไหนจะอาบน้ำ ไหนจะเดินทางอีก"
"ถ้าตื่นตอนนี้ก็ทันนะจ๊ะ ตื่นๆๆๆๆ"
"แงงงงงงงงงง ตื่นก็ได้ ฮือ.........."
"ตื่นนะ อย่านอนต่อนะ"
"อือๆๆๆๆๆ ไม่สระผมก็ได้ เชอะ"

แล้วฉันก็งัวเงียตื่นขึ้นมาจนได้

วันนี้เป็นวันเสาร์ วันปกติที่ตารางรถไฟใต้ดินมักจะเปลี่ยนแปลง
ยากบ้าง ง่ายบ้าง ซับซ้อนบ้าง ต้องคอยติดตามเอา
วันนี้ตารางรถวิ่งเปลี่ยนแปลงค่อนไปทางยาก
คือไม่มีรถวิ่งเข้าเมืองตั้งแต่สถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่ง
แต่ก็มีบางสถานี
รถบางสายไม่วิ่งจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง แต่ก็วิ่งบางสถานี
บางสายเคยวิ่งอย่างหนึ่ง วันนี้วิ่งอีกอย่างหนึ่ง
โอย...ปวดหัว

แต่ตารางมันเปลี่ยนอย่างนี้เป็นอาทิตย์ที่สองแล้วฉันเลยเริ่มคุ้น


ในซับเวย์ฉันได้นั่งข้างผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบห้าสิบปีเชื้อสายจีนคนหนึ่ง

นานๆทีฉันจะได้คุยกับคนแปลกหน้า

เค้าหันมาถามฉันว่า
"เค้าจะไป Elmhurst ไปยังไง ทำไมรถวิ่งอย่างนี้"
แล้วก็มีพนักงานประกาศรัวๆเร็วๆตามระเบียบ ซึ่งปกติมันจะฟังไม่รู้เรื่อง
และวันนี้มันก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ฉันรู้ว่ารถไฟมันเปลี่ยนวิ่งยังไงก็เลยพอจับใจความได้
เลยถามป้าจีนคนนั้นว่าได้ยินแล้วใช่มั้ย
เค้าบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง
ก็เลยอธิบายให้เค้าฟังว่าไปเปลี่ยนรถยังไงที่สถานีไหน
เค้าขอบคุณฉันมากพร้อมกับบทสนทนาได้เริ่มขึ้น

"นี่ตอนป้าอายุเท่าหนู ป้าไม่เคยคิดเลยนะว่าป้าจะแก่ได้ขนาดนี้"
(ตรูขำในใจ)
"ถ้าป้าย้อนเวลาได้ ป้าจะตั้งใจใช้ชีวิตให้คุ้มกว่านี้ วัยนี้มีพลังนะหนู ทำอะไรก็ตั้งใจทำ"
"ค่ะ ก็คิดงั้นเหมือนกันค่ะ"
"เนี่ยป้าเป็นครูนะ เห็นเด็กๆสมัยนี้ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างประมาทแล้วรู้สึกเสียใจกับพวกเค้า บางคนมีสมองนะ แต่ไม่เอามาใช้ ปล่อยเวลาไปวันๆ"
"ค่ะ"
"หนูสังเกตมั้ยทำไมคนนี้ถึงมีเงินเป็นหมื่นๆล้าน แต่ทำไมคนอีกคนถึงมีเงินแค่หมื่นเดียว"
(หมื่นเดียวก็เยอะแล้วนะคะป้า)
"ก็พอจะเข้าใจค่ะ"
"ก็เพราะว่าคนที่จะหาเงินได้เยอะๆเค้าต้องขยัน ไม่ใช้ขี้เกียจ ต้องใฝ่รู้"
"แต่หนูว่าหนูไม่ได้อยากมีเงินเยอะขนาดนั้นนะคะ เท่าที่เป็นอยู่ก็พอแล้ว"
"ไม่ได้ๆ อย่าคิดอย่างนี้ ต้องขยันแล้วหาเงินเยอะๆ"
(ได้แต่ยิ้ม)
"นี่เห็นของป้ามั้ย ป้าไปซื้อของสดมาทำกับข้าวให้แม่ป้ากิน แม่อายุ 85 แล้ว ป้าทำกับข้าวให้แม่กิน แม่ก็เอาไปให้ลูกชาย ลูกชายมันก็ไม่กินหรอก มันก็เอาไปให้แม่สะใภ้มันกินอีกทีนึง อะไรๆก็ลูกชาย..."
"มันก็เป็นธรรมดาของธรรมเนียมจีนนะป้า..."
"ไม่ใช่หรอก ไอริชก็มี ยิวก็มี ป้ารู้"
"อะค่ะป้า"

แล้วก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ป้าต้องลง พร้อมคำขอบคุณจากป้าอีกครั้งที่มอบให้ฉันก่อนจากลา

ขอบคุณมินนี่ที่ปลุกฉัน ถ้าฉันไม่ตื่นยังนอนอยู่กับเตียงก็คงไม่ได้คุยกับป้าคนนี้ แล้วก็คงจะไม่ได้ตอกย้ำความเป็นธรรมดาของโลกใบนี้อีกครั้ง