Saturday, May 15, 2010

a lot of reasons why she is so in love with new york

on M103 Bus running from Upper East Side to East Village


Friday May 15, 2010 4.oo pm
:
she sees a homeless guy dragging his 2 large shopping carts, which contained his stuff and some helpful junks, into the subway car. he feels so small, she can tell. it seems to him that it's not a perfect timing to travel around the city, as it's a prime time. the train stops at the next stop, the doors open, a gorgeous working-classed woman steps in and glances at the homeless guy, and steps aside to the other side. the homeless guy seems feeling awkward. he is looking for a new space that he and his stuff can fit in without annoying other passengers. she thinks the homeless guy thinks too much. that woman just looked at him in order to find some space to hold and stand. she, the observer, does not see any hesitances standing close to the homeless guy from that woman at all.

Then she thinks to herself, "this is one thing I really love about New York. the poor and the richer live together in the same place. the rich then can see how strugglingly the poorer have to be;in the same time, the poor then can feel he is counted as a part of the social stem.

Friday May 15, 2010 6.00 pm:
"we went to the same law school."
"oh yeh?"
"now she goes to an art school."
"you must really have fun there. is it fun there?"
"well, it's hard to compare. just different."

this is one thing she is annoyed about social life. when people first meet, they just talk about a very surface of thing. to her, it's better to keep her mouth shut rather than spilling out words that she has never wanted to invent. her full-version answer to that question would actually be , "in law school, the more you read the more you study the more you gain; but, in design, the more you see little shifts in everyday life, the more you care about surroundings, the more succeed in your career."

Saturday May 16, 2010 4.00 pm:
she walks into a vietnamese restaurant as usual. the guy at the counter says, "one to-go iced coffee, right?" she nods her head and waits.
"song baht ha-sib."
"how did you know that I'm thai?"
"your accent is soft unlike of chinese, taiwanese or korean."
"haha that's very funny."

although she has been there for almost 2 years, seen the same waiter, this is the first time he talks to her in her native language.

Saturday May 16, 2010 9.00 pm:
"let's take a bus instead of taking a train!!
I wanna see the other side of life."
on the bus, she suddenly changes her mind. they separate at 59 st stop. homemade hot chocolate seems more convincing to her rather than 3rd night drinking at st.mark's. it's time to slow down, examine life, and stay alone.

Tomorrow:
Thai Artist Alliance at General Thai Consulate House.
she can't wait to know how she will feel about all the formal situations.

Sunday, May 9, 2010

สิวกับการเดินทาง



ตีสองครึ่งวันอาทิตย์ 9 พ.ค.
นับสิวบนหน้าได้ 7 เม็ดถ้วน
อากาศข้างนอกหนาว ลมแรง
ฉันเพิ่งกลับถึงบ้านด้วยเสื้อเพียงสองชั้นบางๆ

เป็นวันที่สองย่างเข้าวันที่สามของการปิดเทอม
เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันยังเครียดที่สุดในชีวิต
นอนเช้าและตื่นบ่ายตลอดภาคเรียนที่ผ่านมา
นอนเกือบเช้าและตื่นเช้าเมื่อจบภาคเรียน

ฤดูใบไม้ผลิเมตตาลดวันฝนตกและเพิ่มวันแดดออกให้โลกบริเวณนี้
การออกจากบ้านโดยไร้จุดหมายปลายทางกลับมาเป็นเพื่อนซี้กันอีกครั้ง
กระเป๋าใบใหญ่ รองเท้าไร้ส้น สมุด ปากกา หนังสือหนึ่งเล่ม น้ำหนึ่งขวด
กระเป๋าตังค์ใบเดิมและกล้องถ่ายรูปตัวเล็ก. . .กลับมาร่วมทางกันอีก

เดินจิบช็อกโกแลตร้อนที่อร่อยที่สุดในโลก(ของฉัน)
ชอปปิ้งเสื้อผ้าไม่เซลล์(แล้วค่อยรู้สึกผิดเอาไปคืน)
นั่งลงมองคนเดินผ่านไปมาแล้วยิ้ม(ในใจ)
อ่านหนังสือภาษาไทย(ที่ไม่ได้อ่านมาตั้งแต่ใบไม้ร่วงปีก่อน)
ถ่ายรูปไปเรื่อย(เรื่อย)

ดูสุข

แต่ที่จริงบางวันฉันก็จมความทุกข์
ความทุกข์ที่สังคมขีดวาด

นั่งมองรอบกาย
เจอแต่คนจบตรีและต่อโทในสาขาที่อย่างน้อยก็พอมีอะไรที่โยงเข้าหากันได้
ได้ทำงานในสิ่งที่ตนเรียนรู้มา
จบตรีถาปัตย์ ต่อโท Lighting Design, Facilities Management, Communications Design and etc.
พอหันมามองตัวเอง
หลายครั้งที่ท้อ หลายครั้งที่กลัวทำไม่ได้อย่างใครเขา คำถามได้ถูกตั้ง
"ใครจะอยากได้นักกฎหมายไปทำงานออกแบบ"
"ใครจะอยากได้นักออกแบบที่รู้กฎหมาย แต่ใช้โปรแกรมก็ยังไม่ค่อยเป็น"
รู้สึกตัวเองเป็นเป็ดที่น้ำตากำลังไหล

ฉันชอบความเป็นคนรอบรู้ แต่ฉันไม่อยากเป็นเป็ด ที่ทำตัวเหมือนจะรู้อะไรมากมาย แต่แท้จริงไม่ได้ลึกไปกับอะไรสักอย่างหนึ่ง
แต่ฉันก็รู้ตัวว่าฉันไม่ใช่. . . ไม่ใช่เป็ด

แต่เหมือนสังคมก็ยังไม่เคยสร้างที่ยืนให้แก่คนแบบฉัน ฉันเป็นเพียงผงดินลีบที่ปลิวว่อนหาที่ยึดจับ หาสิ่งที่จะทำให้ความเบาหวิวนั้นหนักแน่่น

บางทีฉันก็น้อยใจสังคมที่ใจแคบเหลือเกิน
แต่บางทีฉันก็คิดถึงคำพูดของอาจารย์ที่เคารพรัก
"คนที่เป็นผู้นำของสังคม คือคนที่แตกต่าง"

ฉันไม่ได้มีความทะนงมากพอจะหลอกตัวเองว่าตัวเองแน่ จะไปได้ไกลสุดขอบฟ้าดังฝัน
แต่อย่างน้อยคำพูดของอาจารย์ก็เป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจให้กับคนที่เดินอยู่เพียงลำพังบนทางเดินที่ไม่คุ้นเคย ได้เดินต่อไปอย่างอดทน พร้อมความหวังว่าสักวันอาจจะมีที่ยืนเป็นของตัวเอง

เมื่อเวลานั้นมาถึง สิวก็คงนับไม่ถ้วนไปเสียแล้ว

Tuesday, May 4, 2010

ไมโครเวฟเสียง่ายกว่า



ไมโครเวฟเสีย
ตื่นเช้ามาจะอุ่นอาหารไมโครเวฟเสีย
ตื่นเช้ามาไมโครเวฟเสีย
จะอุ่นอาหารไมโครเวฟเสีย
อยู่ๆทำไมไมโครเวฟเสีย
ชีวิตลำบากขึ้นยกใหญ่เพราะไมโครเวฟเสีย
จะกินมื้อต่อไปยังไงไมโครเวฟเสีย
จะซ่อมหรือจะซื้อใหม่ไมโครเวฟเสีย
อยู่ๆทำไมไมโครเวฟเสีย
ไมโครเวฟเสียได้ไง
ทำไมไมโครเวฟเสีย
เกิดมาไม่เคยเจอไมโครเวฟเสีย
ทำไรไม่เป็นเมื่อไมโครเวฟเสีย

คำพูดเหล่านี้หลบอยู่ในหัวของฉันมาทั้งวัน
มันทำให้วันที่เหลือเป็นวันยุ่งเหยิง
กับข้าวที่เหลือเอามาอุ่นไม่ได้
และฉันก็ยุ่งเกินกว่าจะอุ่นมันด้วยกะทะ
จะซื้อข้าวกิน กินเหลือก็เก็บไม่ได้
เพราะฉันไม่มีเวลาว่างพอจะตามล้างกะทะ

เรียนเสร็จ หิวข้าว ทนหิว เพราะไม่อยากกินข้าวนอกบ้าน
แวะลงมาซูเปอร์ข้างโรงเรียน สอยอะไรก็ได้ที่กินได้แบบเย็นๆมาไว้ในตู้เย็นที่บ้าน
ผลไม้ rice pudding ช็อกโกแลตแท่ง และชีสเค้ก
วันนี้ก็จบลงด้วยประการ ฉ นี้

ไม่มีไมโครเวฟใช้อาจจะเปลี่ยนการใช้ชีวิตได้ชั่วคราว
แต่กับบางเรื่องราว มันไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ฉันพยายามแล้ว แต่มันยังไม่เคยไปไหน
หากเขาจำฉันได้ เขาคงจะจำเพลงนี้ได้เช่นกัน

อาจยังไม่เห็นว่ารักมากมาย อาจยังสงสัยหัวใจดวงนี้
อาจยังไม่เห็นสายตาแห่งความหวังดี
แต่เธอก็คงเข้าใจมันสักวัน

อาจมีใครใครที่เขาดีกว่า
อาจจะเป็นคนที่เธอใฝ่ฝัน
อาจจะมีใครให้เธอหมดใจอย่างฉัน
และมันจะมีให้เธอเพียงคนเดียว

ไม่มีไมโครเวฟ คงวุ่นวายสักพัก แล้วทุกอย่างคงลงตัว
แต่กับการพยายามเอาความรักออกไปจากชีวิต

มันทรมานเหลือเกิน เหมือนหลอกตัวเองทุกวัน

Sunday, May 2, 2010

ลาวัน



เขียนลงเวลาค่ำ เดาเอาว่าวันนี้วันที่รู้สึกแย่วันหนึ่งกำลังจะผ่านไป

ปกติชอบเวลาตัวเองปวดหัว เพราะจะได้หาเรื่องเคี้ยวยาพารา
แต่วันนี้ปวดท้อง เจ็บคอ และไออย่างหนัก ยาที่ต้องกินกลับไม่ใช่พาราเสียแล้ว
เลยทำหัวเสีย ไม่อยากกินยาพร่ำเพรื่อ พยายามอดทนคิดว่ามันจะผ่านไป
แต่สุดท้ายความทรมานเหล่านั้นก็ยังคงอยู่
ทางเลือกไม่มีนอกจากไปหยิบยามากิน
แต่ก็นึกอดเสียดายไม่ได้ว่าทำไมหนาทำไมถึงไม่ใช่เธอ
"ยาพารา"

คืนก่อนนั่งเขียนรายงานถึง 9.30 น. เช้าวันถัดไป
คิดว่าการงานคืบหน้าไปเยอะพอตัวในคืนเดียว
ความขยันวันเดียวส่งผลให้วันนี้ทำอะไรไม่ได้
เพราะป่วย
งานที่เหลือก็จำต้องหยุดชะงัก
ล้มหัวลงนอนเพื่อพักผ่อนแต่ใจไม่พัก รู้สึกแย่กับวันเวลาที่เหมือน
จะผ่านไปอย่างไร้ราคา

เดินเข้าห้องครัวได้กลิ่นสาปแปลก
ด้วยความไม่รู้คิดเอาว่าแกสหากรั่วนานจะเปลี่ยนกลิ่น
พยายามทำความมั่นใจว่าได้กลิ่นมาจากเตาแน่ๆถึงสามวิธี
โทรหาบริษัทแกส รอชั่วโมงนึงได้คนมา
ปรากฏไม่ใช่แกสรั่วอย่างที่ตระหนก
แต่กลิ่นที่มีจะเป็นอะไรเขาก็ไม่รู้
แต่ไม่ชอบเท่าไหร่นักที่เขาถามว่าอยู่คนเดียวหรือ
อาจจะเป็นฉันเองก็ได้ที่โดนสั่งโดนสอนมาให้ระวังผู้ชายอย่างเข้มเคี่ยว
บอกไปว่าอยู่กับน้องชาย ไม่ชอบโกหก แต่จะให้ทำอย่างไร

เขากลับกลิ่นยังอบอวล
ร่างกายที่ไม่แน่แท้ไม่พร้อมจะสืบเสาะต่อไป
เข้านอนอีกรอบจนค่ำตื่นมาพร้อมความหิวแบบไม่มีแรง
และความปวดใจที่วันนี้การงานไม่ได้สร้าง

พยายามบอกตัวเองว่า
หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ฉันคงอยากนอนยิ้ม
ก็แค่ปลายภาคเรียนจะเครียดทำไม
แล้วก็เปิดยูทูบดูรันม่า 1/2
พอได้หัวเราะออกมาบ้าง
แต่ก็ดันหนีไม่พ้นมีฉากคนเดินอยู่ริมน้ำ
เห็นแล้วคิดถึงบ้าน อยากกลับไปเดินเล่นอีกครั้ง
เสียงหัวเราะก็พลันหาย
เหลือความเศร้าหวนคำนึงทิ้งไว้เป็นห้วงสุดท้ายของวัน

วันอาทิตย์

ลา.