Friday, November 20, 2009

เป็นฉันเอง



ฉันเคยเป็นคนที่คิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง อยากให้คนรอบกายมีความสุขที่สุดจากสิ่งที่ฉันเป็นและมีเพื่อแบ่งปัน
แต่เวลาและการเติบโตได้สอนฉัน ว่าความสุขในสายตาของเราอาจจะไม่ได้เป็นความสุขในสายตาของคนอื่นก็เป็นได้


หลังการเรียนรู้ ฉันเปลี่ยนไป

ขอโทษที่วันนี้

ฉันไม่ใช่คนดี
ฉันไม่ใช่คนที่สมบูรณ์ทุกด้าน
ฉันไม่ใช่คนที่อยากทำให้ทุกคนมีความสุข
ฉันไม่ใช่คนที่จะทำเพื่อใคร

เพราะสุดท้าย หากความสวยงามที่ฉันมองเห็นมันเป็นเพียงเศษสวะในสายตาของคนอื่น มันคงถูกขว้างทิ้ง
และคนที่จะใจสลายที่สุดก็คือฉันเอง

วันนี้ฉันจึงรักตัวเองเป็นอันดับแรก
อยากทำให้ตัวเองมีความสุข


และความรักที่แม้ฉันเองมองว่ามันสวยงาม
อีกครั้งที่มันก็อาจจะเป็นเพียงสวะในสายตาของคนอื่นอยู่เช่นเดิม

แต่อย่างน้อย คราวนี้มันก็จะไม่โดนขว้่างทิ้งไปไหน. . .

เพราะมันอยู่กับตัวฉันเอง


Sunday, November 15, 2009

บทความเกิดจากความจริงใจ ณ ขณะหนึ่ง


เป็นเวลาสองวันเต็มที่ฉันนั่งมองหน้าจอว่างเปล่าที่กำลังรอฉันป้อนถ้อยคำลงไป ถ้อยคำอะไรก็ได้ที่จะบ่งบอกว่าฉันเป็นคนเขียนหนังสือ

สองวันผ่านไปพร้อมความว่างเปล่า

ฉันคิดกับตัวเอง
"หรือฉันจะไม่สามารถเขียนสิ่งใดได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากความสงสัยต่อโลกใบนี้เริ่มมีน้อยลงไปทุกที"

มิใช่ฉันชัดเจนขึ้น แต่ฉันปล่อยวางมันไปแล้วต่างหาก

แม้ไม่มีถ้อยคำใดๆจะเขียนลงไป แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าอยากเขียนอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้ที่จะยืนยันสถานะความเป็นอยู่ของฉันในปัจจุบันนี้ สุดท้ายฉันลงเอยด้วยการเขียนในสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นคือการไม่มีอะไรจะเขียนนั่นอย่างไรหละ

การซื่อสัตย์ต่อสถานภาพปัจจุบันนั้นอาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อตัวเราเองอย่างเห็นได้ชัดเท่าไหร่ แต่น่าจะเป็นผลดีต่อบุคคลรุ่นต่อๆไป เพราะอย่างน้อยสิ่งที่พวกเขาได้อ่านในวันข้างหน้านั้นมันมาจากความพยายามชัดเจนที่สุดของบุคคลคนหนึ่งต่อชีวิตหนึ่งที่เขามี

จริงอยู่ว่าเราหาความแน่นอนของสรรพสิ่งรอบกายเราได้ยากเหลือเกิน แต่ก็คงไม่แย่จนเกินไปหากเราจะพยายามแน่นอนเท่าที่จะทำได้ แม้ภาพรวมมันจะออกมาเลือนลาง แต่บางทีขณะเวลาปัจจุบันอาจจะยังบอกอะไรไม่ได้เองต่างหาก วันพรุ่งนี้อาจจะพอมองเห็น

นี่คือสถานภาพปัจจุบันของฉัน

เลือนลาง แต่ก็หนักแน่น

ฉันรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่แค่ผลของมันอาจไม่มีอยู่ในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ แต่จะมีสักวันที่มันจะชัดเจน

ฉันขอเวลา

Wednesday, November 11, 2009

คนดี



หากฉันจะเขียนอะไรลงในไดอารีสักอย่าง โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ฉันมักจะไม่กล้าเขียนเรื่องราวของฉันกับคนที่ฉันยังไม่มั่นใจ... มันไม่เป็นธรรมชาติเลยใช่ไหม ทั้งๆที่ไดอารีคือสถานะปัจจุบัน จะเป็นไรไปถ้าปัจจุบันจะรู้สึกดีกับคนๆหนึ่ง แล้ววันพรุ่งนี้ฉันจะเปลี่ยนใจคิดไม่เหมือนเดิม

เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยไปในชีวิต

บางทีอาจจะเป็นเพราะความประทับใจแรกพบ พอผ่านไปกลับมีหลายอย่างกว่าที่มันไม่ใช่
บางทีก็อาจจะเกิดจากความรู้สึกเหงา พอไม่เหงา ก็คิดไม่เหมือนเดิม

คนดีๆมีอยู่ทั่วไปรอบกาย ในบางมุมของคนที่เราคิดว่าดีๆเหล่านั้น ก็คงต้องมีส่วนที่ถูกใจเราบ้างหละ ไม่เช่นนั้นเราจะมองเค้าว่าเป็นคนดีได้หรือ

แต่คนดีกับคนที่ใช่มันก็เป็นอีกคนละเรื่อง

ขอบคุณคนดีๆที่เดินผ่านมา

ฉันจะพยายามบันทึกทุกอย่างที่ฉันคิด แม้จะรู้ว่ามันไม่ถาวร
อย่างน้อยคนดีๆก็ควรได้รับการเชิดชูในประวัติศาสตร์ของฉัน

Monday, November 9, 2009

ศศิวิมล





ปกติฉันเป็นคนเปิดตู้จดหมายเมื่อกลับมาถึงบ้าน แต่วันนี้แปลกอยู่ๆก็เปิดตู้จดหมายก่อนออกไป สิ่งแรกที่ตามองเห็นคือเจ้าหัวใจห้าดวงบนกระดาษใบนี้ แม้ไม่รู้ว่าเป็นใครด้วยซ้ำที่ส่งมาก็ทำให้ยิ้มได้ หยิบโปสการ์ดขึ้นมาดูรูปแล้วก็ไม่แปลกใจเลยที่จะเป็นแก นังบุ๋ม ที่เป็นคนที่ส่งมา

ฉันชอบการได้โปสการ์ด การมาของมันอย่างไม่เคยบอกกล่าวล่วงหน้าสามารถเติมเต็มวันๆหนึ่งได้
การได้รับโปสการ์ดเหมือนเป็นการได้รับการยืนยันจากคนส่งว่ายังไม่ได้ลบเลือนความมีตัวตนของผู้รับไปจากสารบบของมิตรภาพ

ข้อความสั้นๆบนหนึ่งหน้ากระดาษแม้อาจจะไม่ยาวพอที่จะเล่าชีวิตความเป็นไปของคนๆนั้นได้ครบถ้วน แต่ก็มากพอจะวาดยิ้มลงบนใบหน้าของผู้รับได้

เราไม่เคยบอกความรู้สึกเรากับแกตรงๆใช่มั้ย วันนี้จะบอกไป

หลังจากที่แกบอกเราว่า มีคนบอกแกว่าแกจะตาย สิ่งแรกที่เราคิดคือ เรายังไม่เคยบอกแกเลยว่าแกมีคุณค่าเพียงใด

ไอ้บุ๋ม ในฐานะเพื่อนที่รู้จักกันมา 12 ปี แกดีที่สุดสำหรับการเป็นทุกๆอย่าง ทั้งในเรื่องส่วนตัว ครอบครัวของแกเอง และในฐานะเพื่อนของคนอื่นอีกหลายคน เชื่อคำของเราเถอะว่าแกไม่เคยมีคำว่าบกพร่อง

ที่เราแกล้งตอบแกไปว่า
"แกจะตายหลังเรา หรือก่อนเราหละ"

เราแค่อยากจะบอกว่า พรุ่งนี้มันอาจจะเป็นวันของเราเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิด ก่อนที่มันจะสายเกินไป โปรดรับเอาคำพูดเราไปทุกคำว่า
"แกดีที่หนึ่ง"

ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างที่ผ่านมา ไม่มีแก เราไม่มีวันนี้ แกเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จและการก้าวผ่านอุปสรรคของเรามาตั้งแต่เรื่อง อ.สกนธ์รัตน์ ตอนเราเข้ากรุงเทพใหม่ๆ ชีวิตกับเพื่อนที่คณะ ความเคว้งคว้างหลังเรียนจบ มาจนถึงวันนี้วันที่เรามีความฝัน แกซ่อนอยู่ในทุกๆบททุกๆตอนของชีวิตเรา ในฐานะคนสำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวละครประกอบฉาก

เราคงไม่สามารถพูดได้ว่าสำหรับคนอื่นๆแกอาจจะเป็นเพียงอะไรก็ไม่รู้ เพราะแกไม่ใช่ สำหรับคนอื่นๆแกก็เป็นคนสำคัญของเค้าเช่นกัน เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว

ว่า

แกไม่มีคำว่าบกพร่อง


รักแกเสมอไอ้อ้วน ฮ่าๆๆๆ




Sunday, November 8, 2009

Dia:Beacon (fall 2009)




ฉันกลับไป Dia:Beacon มา

การเดินทางไปยังสถานที่เดิมครั้งที่สองนั้นต่างกับครั้งแรก ;
ฤดูกาลเมื่อครั้งนั้นหิมะกำลังเริ่มตก ฤดูกาลในวันนี้ใบไม้กำลังร่วงรา
ผู้ร่วมทางเมื่อครั้งก่อนมีเธอกับฉัน ผู้ร่วมทางในวันนี้มีฉันและคนอีกหลายคน
เรื่องราวระหว่างทางในครั้งนั้นเกิดนอกแผนทุกอย่าง เรื่องราวระหว่างทางในครั้งนี้เหมือนเกิดจากความระวังและตั้งใจ
ในวันเก่าไดอารีฉันลงท้ายด้วยปิจฉิมลิขิตหลายบรรทัด ในวันนี้ไม่มี ป.ล.

ฉันกำลังเปรียบเทียบสิ่งสองสิ่งที่เปรียบเทียบกันไม่ได้
มีเธอกับไม่มีเธอ ไม่มีทางเป็นเหมือนกัน

เพราะมีเธอ


เวลาทั้งวันนี้ที่ฉันใช้จึงมักหยุดอยู่กับที่ๆเราเคยไปด้วยกัน

มองต้นไม้ใบเหลืองอร่ามบนสนาม ก็เห็นเพียงภาพต้นไม้ยืนไร้ใบท่ามกลางผืนหญ้าขาวโพลนด้วยหิมะ

เดินผ่านโบสถ์เก่าข้างต้นไม้ใหญ่ ก็เห็นภาพเงาของเธอที่ขโมยกล้องถ่ายรูปไปจากมือฉันแล้ววิ่งไปยังถนนฝั่งตรงข้ามเพียงเพราะเธอเห็นความงามของโบสถ์หลังนั้นกับต้นไม่ใหญ่แล้วเธออยากให้มีฉันอยู่ในนั้น

ยืนมองแม่น้ำฮัดสันข้ามไปยังฝั่ง New Jersey ก็เห็นเธอวิ่งมาชวนกันไปปั้น snowman เล่นเพื่อให้ลืมหนาว

หากไม่มีเธอในวันนั้น วันนี้ฉันอาจจะไม่อยากกลับไปยังที่เดิมก็เป็นได้

สถานที่เป็นเพียงฉากละครที่รอคอยให้ผู้ร่วมทางสร้างสรรค์เรื่องราวขึ้นมาเกิดเป็นภาพประทับอยู่ในใจ
แต่ตัวละครแต่ละตัวเกิดมาด้วยหน้าที่และวาระไม่เหมือนกัน

สถานที่เดิมของเรายังอยู่ แต่วันนี้เธอไม่อยู่

คิดถึงเธอ ริวกิ.


Saturday, November 7, 2009

เช้าวันเสาร์หลังวันเกิด



ฉันหลงรักความหนาวเหน็บ

ปีนี้ลมหนาวพัดมาเร็วกว่ากำหนด มองดูผู้คนเริ่มเห็นเพียงชุดสีดำตามมาตรฐานของฤดูหนาวตัดกับใบไม้สีส้มของฤดูใบไม้ร่วง --- ดำ กับ ส้ม ก็ยังดีกว่า ดำ กับ ความว่างเปล่าของต้นไม้ที่ไร้ใบ อย่างน้อยมันก็ไม่เหงาจนเกินไปท่ามกลางความหนาวเหน็บที่มาเยือน

ฉันชอบเอามือที่เปลือยเปล่าออกมาลู่รับลม หนาว แต่มีความสุข ยิ้มได้ทุกครั้งที่ความเย็นเชียบเคลื่อนผ่านสัมผัสผิวกาย ฉันกำลังมีบุคลิกที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นของคนที่โดดเดี่ยวลำพังท่ามกลางตึกระฟ้าสูงใหญ่กับหัวใจที่เหนื่อยล้า

แต่ใครจะสนใจความผิดปกติของฉัน
ฉันมันตัวคนเดียว



เสาร์ 7 พ.ย. 2552

วันเกิดหนูแหม่ม ฉันยังไม่ได้อวยพรเลย เพิ่งตื่นจากอาการเหนื่อยล้าของคืนวาน

พี่เก่งโทรมาตั้งแต่ 8.30 น. บอกว่ามากินข้าวเช้าแถวบ้านฉัน และอยากไปทำบุญด้วย แต่เนื่องจากมันเช้าเกินไป และฉันก็ยังไม่อยากตื่น ฉันเลยให้พี่เก่งกลับบ้านไปก่อนดีกว่า เพราะพี่เก่งก็ไม่ได้นอนมาทั้งคืนเนื่องจากไปส่งสาวที่สนามบินมาเมื่อเช้านี้ ถ้ามัวมารอๆกันต้องมีฝ่ายหนึ่งเป็นลมเพราะเหนื่อยล้าเป็นแน่

มินโทรมาก่อนฉันออกจากบ้านไปทำบุญ คุยกันตามประสาเพื่อนสาวที่แสนดี พร้อมฝากทำบุญด้วย

ฉันนัดกับพี่จิ พี่อาร์ตไว้แถวซุเปอร์มาเกตหน้าบ้านเพื่อแวะซื้อน้ำปาณะกันก่อน

วัดนี้เป็นวัดจะใช้คำว่าเครือเดียวกันก็ฟังดูธุรกิจเกินไป เอาเป็นว่าเหมือนเป็นสาขาของวัดปทุมวนารามที่ตั้งอยู่ข้างห้างสรรพสินค้าพารากอนนั่นเอง มีพระจำวัดอยู่ประมาณห้ารูป มีโรงเรียนสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยสำหรับเด็กไทยที่เกิดที่อเมริกา มีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่บนชั้นบนของอาคารจำลองวัด

เราถวายเป็นสังฆทาน เสร็จแล้วก็ขึ้นไปนมัสการพระแก้วมรกตกัน พร้อมคนบาปอย่างพี่อาร์ตเป็นคนตัวนำอยากเดินวนรอบสถูปเจดีย์ที่เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตสามรอบ

อากาศหนาวเย็น เท้าเปล่า แต่กลับไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย เพราะคอยบอกใจว่าหนาวแล้วมันก็จะผ่านไปอยู่ตลอดเวลา

พี่ๆติดใจเค้กช๊อกโกแลตเมื่อคืนในวันเกิดฉันที่เหลือให้ฉันหิ้วกลับบ้าน เลยขอมากินกันต่ออีกคนละชิ้น เสร็จแล้วก็ต่างแยกย้ายกันไป

พี่จิ -- ไม่สบาย กลับไปพักผ่อน
พี่อาร์ต -- ไปดู Documentary เกี่ยวกับ Michael Jackson กับพี่นพที่ Times Square
จี -- มานั่งต๊อกๆ keyboard อยู่นี่ จะออกไปทานข้าวกับพี่ฝรั่งตามที่พี่เค้าชวนมาก็ลังเลกลัวกลับมาจะเหนื่อยไม่ได้เก็บกวาดชีวิต เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าไป North New York วันจันทร์วงจรชีวิตยุ่งๆก็กลับมาอีกครั้ง แม้ยังไม่ถึงเวลานัด ณ ตอนนี้ ก็คงตัดสินใจไม่ไปดีกว่า