Chocolate and so on . . .
Tuesday, August 13, 2013
1/150,000
12.14 น.
นานแค่ไหนแล้วที่ฉันหยุดเขียน
ความจริงนั้นเจ็บปวด แต่ความจริงก็คือความจริง
มันจะบังเอิญหรือตั้งใจ หากในวันที่ฉันไม่ได้มอง แต่กลับเห็น
มันจะบังเอิญหรือตั้งใจ หากในวันที่ฉันเฉยๆ บางอย่างกลับเติบโต
มันจะบังเอิญหรือตั้งใจ แม้ฉันไม่เคยรู้ว่าเธอคือใคร แต่กลับเข้าใจเธอทุกอย่าง
"Long story short", Kalok บอกกับฉัน
"เธอคือกระจกของเรา"
"ตลกสิ้นดี แต่แม่งดันใช่"
เราส่องกระจกเพื่อมองเห็นตัวเอง แต่จะมีสักกี่คนที่มองเห็นตัวเองอยู่นอกกระจก เดินไปด้วยกันได้ คุยกันได้ ยิ้มให้กันได้ โดยที่ไม่ได้ดูเป็นคนบ้าพูดกับตัวเองคนเดียว
สำหรับฉันมันคือความมหัศจรรย์ 1/150,000 (ที่ฉันบอกกับเค้า) ฉันเชื่อว่ามีฉันในอีก 150,001 คนต่อไปอีกหลายๆคน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นนั่นคือ เราจะพบกันอีกหรือเปล่า
แว่น mykita, ปราบดา หยุ่น, henry matisse, juan miro, วรพจน์ พันธุ์พงษ์, the cooper union, ส. ศิวรักษ์, stefan sagmeister, tibor & maira, david carson, louis kahn, kandinsky, tadao ando, issey miyake, philippe starck, zen, muji, APC, madewell, j-crew, anthro, วัด, แม่น้ำ, ธรรมชาติ, เมืองเก่า, อดีต, ความเชื่อ, ศักดิ์ศรี, แบ่งปัน, เข้าใจ - แล้วให้คนอื่นบ้าง
เธอคือความจริงที่เคยฝัน
Thursday, December 20, 2012
Way of ...
ผ่านมาจะครบปีสำหรับการเริ่มต้นบนทางเดินชีวิตเส้นใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ฉันเป็นคนที่มองไม่เคยเห็นอนาคตของตัวเองไปไกลเกินกว่าอาทิตย์หรือเพียงเดือนข้างหน้าได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะฉันไม่เคยมั่นใจว่าฉันจะมีวันพรุ่งนี้จริงๆ ฉันจะทำมันได้ หรือเพราะฉันเอาจินตนาการไปใช้กับหน้าที่การงานเรียบร้อยแล้ว
ฉันเคยถามตัวเองว่าวันที่ฉันหาเงินเองได้มีอยู่จริงบนโลกหรอ
เงินเดือนเดือนแรกลูบไล้มาอย่างนั้น
เงินเดือนเดือนที่สองเข้ามาแล้วก็ระเหย
เงินเดือนเดือนที่สามเข้ามาแต่เริ่มระเหยช้าลง
เงินเดือนเดือนที่สี่เริ่มอยู่ตัวเพราะฉันเชื่อมั่นว่าในเดือนที่ห้าฉันจะไม่ทำงาน
ในเดือนที่ห้าฉันไม่มีเงินเดือน เงินเดือนเดือนที่สี่จึงจำเป็นต้องหมดลงอย่างสมบูรณ์
ฉันเริ่มสงสัยย้อนกลับไปหาคำตอบให้ประโยคที่เคยถามตัวเอง
ฉันจะหาเงินใช้เองได้จริงๆหรอ
บางทีจินตนาการก็ไม่เก่งเท่าโชคชะตา ฉันจินตนาการไม่ออกในตอนนั้น คิดไม่ได้ว่าฉันจะได้งานใหม่แบบไหน ลักษณะงานยังไง หรือฉันควรจะหางานหรือเปล่า
แล้วงานก็เข้ามาโดยไม่ได้ใช้ความพยายามมากนัก
เงินเดือนเดือนที่ห้าของฉันในเดือนที่หกของระบบการทำงานเริ่มเข้ามา กิจกรรมใช้หนี้เริ่มดำเนิน หมดเดือน หมดเงิน แต่หลังจากการทำงานแห่งที่สองนี้ระบบการเงินของฉันเริ่มอยู่ตัว สิ่งที่เคยอยู่ในรายการที่ต้องทำหลังกลับมาจากนิวยอร์กเริ่มตัดออกได้จนครบ
ปัญหามันมีอยู่ว่าฉันก็ยังมองไม่เห็นอนาคตอันไกลว่าฉันจะไปอยู่ตรงไหนในปีหน้า จะทำอะไรในปีถัดไป ความขัดแย้งในความรู้สึกเริ่มเกิดขึ้นมาเรื่อยๆอย่างเบาๆ ประกอบกับภาระการงานที่ค่อนข้างถึกทึนทึก เวลากลับบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ทุ่ม การทำงานหลังเที่ยงคืน เข้างานเสาร์อาทิตย์เป็นเรื่องสามัญ และความไม่เคารพตัวเองในฐานะดีไซเนอร์ของคนบางคนในทีม ประกอบกับสิ่งที่ฉันเคยทำเป็นปกติตอนอยู่นิวยอร์ก นั่นคือการทำความสะอาดความคิดตัวเอง การกวาดการกรองในสิ่งที่ได้เรียนรู้ในแต่ละวันได้หายไปจากวิถีที่เคยปกติ
วันนี้ฉันลาหยุดเพราะป่วย เมื่อวานถึงกับรู้สึกว่ากำลังจะตาย เข้าใจคนกำลังจะตายเลยว่ามันเป็นยังไง ฉันพยายามหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ แต่ไม่มีผล ฉันรู้สึกว่าระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายของฉันเริ่มไม่ตอบสนอง หายใจเข้า ไม่มีออกซิเจน ปอดขยายแต่ไม่ได้อากาศ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรอดจากช่วงเวลานั้นมาได้คือการทำสมาธิ จะไปก็จะปล่อยไป จะอยู่ก็จะอยู่ให้ดี
ใช้เวลาครึ่งบ่ายกว่าอะไรอะไรจะกลับมาค่อนข้างเหมือนเดิม
อยู่ๆประโยค "ขออย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอ แม้ต้องร้องไห้ จงลุกขึ้นสู้ไป จุดหมายไม่ไกลเกินจริง" ก็แว่วเข้ามาในความคิด ฉันจึงเปิดเพลงฟัง
"อย่ายอมแพ้" ของ อ้อม สุนิสา
โดยไม่ทันคาดคิด น้ำตาฉันไหลออกมาโดยไม่เคยบอกกล่าว ฉันเริ่มรู้สึกตัวว่าที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตกดดันขนาดนั้นเลยหรอ ฉันเริ่มถามตัวเองว่ามันมากไปแล้วหรือยัง ยิ่งถาม ก็ยิ่งชัดเจนว่ามันเกินกว่าฉันจะรับไหวในฐานะคนที่จะไม่ยอมให้งานดีไซน์โดนดูถูก
วันนี้ฉันอยากเลือกเดินออกมาจากการรับเงินเดือนเดือนที่เก้าของชีวิตการทำงาน แต่ทำไมมันไม่ง่ายเหมือนเมื่อตอนเดือนที่ห้าเลยนะ ฉันพันตัวเองไว้กับอะไรที่ฉันไม่รู้ตัวอีกหรอ อายุที่เยอะขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่แย่ลงจนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ฉันยังไม่เจอคำตอบที่แน่ชัด แต่อย่างน้อยวันนี้ฉันยังโชคดีที่ฉันยังไม่มีภาระในเรื่องครอบครัว บ้าน รถ จิปาถะ อย่างน้อยความมั่นใจในการดำเนินชีวิตอย่างช้าๆของฉันก็ทำให้ฉันโชคดีบ้าง
หากงานที่ทำอยู่ไม่มีสัญญาณของความเจริญที่ดีงามในอนาคต(และปัจจุบัน) คุณจะทำอย่างไร
ฉันควรจะเรื่อยเปื่อยกับความย่ำเละของการทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆแล้วรอโชคชะตาเล่นสนุกเหมือนครั้งพยายามตกงานตอนเดือนที่ห้า หรือฉันควรจะตัดสินใจเลือกทางเดินที่มองไม่เห็นอนาคตเส้นเดิมของฉันอีกที
เพราะอย่างน้อย...มันก็เป็นทางเดินของฉัน ที่ฉันกำหนด ฉันสร้าง และฉันเดินไปเอง
Friday, December 31, 2010
ขอบคุณ ขอบใจ อะไร?
ฉันเขียน
ฉันลบ
และฉันก็เริ่มเขียนมันอีกครั้ง
แต่ฉันไม่รู้จะเขียนออกไปว่าอย่างไร
ฉันอยากขอบคุณ
แต่ก็ไม่รู้จะขอบคุณอะไร
ฉันอยากบอกอะไรสักคำ
แต่คำที่เหมาะสมนั้นอยู่ไหน
ภาษาไม่อาจสื่อสาร วาจาไม่อาจเอื้อนเอ่ย
หลักฐานของวันนี้จักรยังคงมีอยู่หรือไม่
ฉันอยากให้มันมีอยู่ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ฉันจะนั่งร้องไห้ฟูมฟายหรือยิ้มอบอุ่นให้กับเวลา
แต่คงหาหลักฐานที่เจนชัดมิได้
เพราะมันอยู่ข้างใน ในนี้ ในความรู้สึกลึกๆ
ที่อยากขอบคุณ แต่ไม่รู้จะขอบคุณอะไร
ที่อยากจะตอบแทน แต่ไม่รู้จะตอบแทนอะไร
ทุกสิ่งทุกอย่างตอนนี้ลงตัว พอใจ และพอเพียง
ขอบคุณช่วงเวลาดีๆที่เกิดขึ้น เรื่องราวที่เข้ามา
สักวันฉันคงจะมีถ้อยคำที่ชัดเจน
Tuesday, December 14, 2010
ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลขยับตัวไม่ได้
๒๒.๐๐ น.
นั่งเก็บงานเตรียมขึ้นบอร์ดพรีเซ้นท์เสร็จลากตัวเองขึ้นไปบนเตียงพร้อมชุดที่ใส่มาทั้งวัน : กางเกงยีนส์รัดขาสุดๆ ถุงเท้าเทนนิสหนาๆ เสื้อแขนยาวสองชั้น เปลือกตาที่เปื้อนอายชาโดว์
ขณะนั้นในใจคิดได้เพียงว่าตัวเองเข้าใจคนป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาลตลอดเวลามากขึ้นจม โดยเฉพาะคนป่วยที่รู้สึกตัวแต่ขยับร่างกายไม่ได้ ฉันเองในคืนนั้นแค่จะเอื้อมมือไปถอดกางเกงที่มันรัดทรมาน แค่ลากผ้าห่มมาห่มให้หายหนาว แค่กลิ้งตัวควานหาแก้วน้ำเพื่อกินน้ำ...ยังทำไม่ได้สักอย่าง
ฉันนอนเป็นอัมพาต ไม่มีแรง ลมหายใจร้อนผ่าว ไข้คงขึ้นสูงมากเข้าไปแล้ว อยากรู้จังว่าไข้สูงเท่าไหร่ พยายามรวบรวมพละกำลังที่แทบไม่มีกดไอโฟน เพื่อหา app ดูว่าจะมี app วัดไข้หรือไม่....ไม่มี ไอโฟนไม่มีแอพวัดไข้ ฉันได้แต่คิดถึงตอนเด็กๆไม่สบายอยู่กับบ้าน แม่จะมีปรอทไฟฟ้าอันนึงเอามาจิ้มใต้ลิ้นแล้วตัวเลขก็จะขึ้น ไม่รู้ป่านนี้ปรอทนั้นจะยังอยู่มั้ย อยู่ที่ไหนของบ้านกันนะ ฉันไม่รู้ว่าคืนนี้ไข้ฉันขึ้นสูงไปเท่าไหร่ ฉันนอนหายใจรวยรินจนถึง
๐๒.๐๐ น.
ฉันขยับตัวไม่ได้ ฉันจึงทำได้แค่แผ่เมตตาให้คนที่ป่วยขยับตัวไม่ได้ที่ต้องนอนโรงพยาบาลทุกคน คงฟังดูตลกคาเฟ่มากเลยสินะกับการที่ฉันป่วยจนขยับตัวไม่ได้แล้วแก้ปัญหาด้วยการแผ่เมตตาให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลที่ขยับตัวไม่ได้ ไม่เลยนะ มันไม่ตลกเลยสำหรับฉันในคืนนั้น มันคือสิ่งเดียวที่ฉันทำได้จริงๆ เป็นสิ่งเดียวที่ทำได้และนำความสุขมาให้
ใกล้ตีสามฉันรวบรวมแรงที่คิดว่าเป็นเฮือกสุดท้ายคว้านไปหยิบพารามา กินพาราเข้าไปสักพักเหงื่อออกเยอะมาก ดีใจจัง คงจะดีขึ้นเร็วๆนี้...เปล่า ฉันตื่นมาตอน ๐๘.๐๐ น. ต้องกินพาราอีกครั้ง พร้อมกับเริ่มกินยาอะม๊อกซี่สำหรับอาหารมื้อเช้า
ฉันไม่มีอาหารมื้อเช้า....
ตายหละหว่า จะกินยาได้ยังไง นอนคิดไปคิดมาก็เจอกล้วยหอมที่น้องน้ำซื้อมานานเน่าไปได้ช่วงนึงแล้วแต่ยังไม่มีใครไปเอาทิ้ง คิดกับตัวเองในใจว่าต้องเข้มแข็งลุกไปหยิบกล้วยหอมเน่ามากินให้ได้ พาราเริ่มออกฤทธิ์ เหงื่อออกแล้ว ว้าว คราวนี้รู้สึกดีขึ้นมากเลย ไม่รู้สึกเหมือนคนป่วยนอนโรงพยาบาลขยับตัวไม่ได้แล้ว แล้วก็ไปเอากล้วยหอมมากินดีกว่า
วันเวลาผ่านไปในตอนกลางวันด้วยดี ฉันมีไข้เป็นระยะๆ แต่กินพาราก็ช่วยระงับได้ตลอด
ตกค่ำ เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
ฉันว่าฉันควรรีบอาบน้ำก่อนแล้ววันนี้ก่อนที่ไข้จะกินหนักจนเป็นคนป่วยในโรงพยาบาลขยับตัวไม่ได้อีก
พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปหลายที่ซะด้วยสิ หวังว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆนะ ฉันไม่อยากไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้ว หมอคิดเงินแพง...
จี
Thursday, December 9, 2010
เพราะรักใช่ไหม

3.20 am
เทอมนี้ฉันเรียนน้อยกว่าปกติหนึ่งตัว ทำให้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่นักตลอดเทอมที่ผ่านมา จะติดก็ช่วงเก็บงานเตรียมส่งและเตรียมนำเสนอที่จะต้องทำให้เรียบร้อยหน่อย
วันนี้ฉันไม่มีเรียน แต่ต้องออกไปเอางานที่ไปเข้าเล่มทิ้งไว้ เพราะว่ามีส่งงานพรุ่งนี้
นิวยอร์กเธอหนาวเหลือเกิน อุณหภูมิตอนนี้ติดลบเกิน 7c ทุกวัน วันนี้ที่ออกจากบ้านฉันได้แต่โทษตัวเองว่า
"กะอีแค่ติดหมวกมาใบนึงจะทำให้กระเป๋าขาดหรอไงวะ ทำไมหยิบมาไม่ได้ นี่หนาวจนจะหูหลุดคอหลุดแล้วนะเว้ยไอ้จี"
อืม คุยกับตัวเอง ด่าตัวเอง
ช่วงนี้ฉันก็เบลอๆอย่างนี้แหละ แต่ก็คิดว่าไม่ได้กังวลอะไร ก็ตลกตัวเองดี
งานเสร็จเรียบร้อยไปสองวิชา....ไม่น่าเชื่อ....
ได้เวลา backup ไฟล์งานเก็บไว้ใน external hdd อีกอันหนึ่ง ขณะที่ฉันลากโฟลเดอร์ VisComII ใส่ลงไปนั้น ใจฉันหายอย่างบอกไม่ถูก วิชานี้ฉันเลือกทำ rebranding US OPEN ฉันรู้สึกว่าฉันรักงานนี้มาก มากจนคิดว่าถ้าขณะที่ลากไฟล์อยู่เครื่องเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ไฟล์หายไปจะทำอย่างไร ทั้งๆที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นระหว่าฉันกับน้องแมค แต่สำหรับวิชานี้ฉันรักมันมากจนคิดไปเองทุกอย่าง
อะไรทำให้ฉันรู้สึกรักและผูกพันกับมันขนาดนี้นะ
เพราะฉันรักเทนนิส หรือเป็นเพราะฉันรัก corporate design
ฉันตอบไม่ได้จริงๆ
แต่ก็คงจะไม่สำคัญ
ที่สำคัญกว่าคือฉันดีใจที่ฉันได้ทำงานกับสิ่งที่ฉันรัก แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งใดก็ตาม
ขอบคุณความมุ่งมั่นของตัวเองในวันเมื่อวานที่อดทน ขยัน และต่อสู้มาจนมีวันนี้ และยังหวังว่าจะมีวันต่อๆไป
รักตัวเอง
Tuesday, December 7, 2010
ฉันอยู่ไม่ไกล

เมื่อคืนนี้พอจะมีเวลา(แต่งเวลาขึ้นเอง)ผละออกจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เลยได้โอกาสทยอยดูหนังที่เก็บไว้รอดู หยิบหนังของพี่ตั้ม(รุ่นพี่มั้นท์)มาด้วยความรู้สึกผิด เพราะพี่ตั้มให้มาตั้งเกือบปีแล้ว เพิ่งจะได้เปิดดูวันนี้นี่เอง
"ฉันอยู่นี่...เธออยู่ไกล 93 Mins" คือลายมือที่เขียนอยู่บนแผ่น
ทีแรกฉันนอนดูบนเตียง หนังเล่นไปได้ไม่ถึง 10 นาทีฉันคิดว่าฉันต้องหลับแน่ๆ เป็นเพราะอะไรหลายๆอย่าง เช่น เตียงนั้นตั้งอยู่ไกลทีวีเกินไป และหนังเรื่องนี้มีข้อความที่ต้องอ่าน ทำให้ข้อความมันเล็กเกินไปที่จะอ่านเห็นจากระยะที่นอนอยู่บนเตียง หรือบางทีสายตาฉันอาจจะสั้นลงแล้วแต่ฉันกระเดียดไม่อยากยอมรับความจริง หรือหนังเริ่มต้น...เป็นธรรมดาของหนังสารคดี ไม่ใช่หนังรักโรแมนติกอะไรที่จะชอบซื้อความประทับใจให้กันในตอนเริ่มต้น ชีวิตจริงโปรโมชันเหล่านั้นไม่เคยอยู่ยาว และเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักจึงไม่มีแม้โปรโมชันใดๆ
ฉันตัดสินใจลากโซฟาออกมาจากข้างฝาเพื่อจะได้นอนดูทีวีบนโซฟาในระยะใกล้หน้าจอมากขึ้น
เรื่องราวของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 11-12 ปีสองคนมีชื่อว่าน้องแบงค์กับน้องนราที่เค้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ด้วยความตั้งใจของผู้กำกับหรืออะไรก็ตามที่ดำเนินเรื่องให้เขาสองคนได้เป็นเพื่อนกันผ่านกล้องวีดีโอ
แบงค์อยู่กรุงเทพ นราอยู่พังงา
ทั้งสองคนถ่ายวีดีโอบันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองพร้อมกับฝากข้อความผ่านวีดีโอ โดย(จากการคิดไปเองของฉันเช่นกัน)มีผู้กำกับตั้มเป็นผู้นำวีดีโอสลับเปิดให้แต่ละฝ่ายดู
แบงค์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ไม่ได้ไปโรงเรียน
นราอยู่โรงเรียน แต่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ (ฉันคิดเองเองว่านรามีฐานะทางบ้านลำบากและยากจน ประกอบกับแม่นรามีนราตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยวุฒิภาวะและฐานะทางบ้านอาจจะยังไม่พร้อมที่จะให้ลูกมาอยู่ด้วยกัน)
หนังเรื่องนี้ขโมยน้ำตาไปจากฉันดื้อๆได้หลายฉาก
"ตอนผมเจอนราครั้งแรก ผมบอกเค้าว่าแบงค์เป็นมะเร็ง นราก็วิ่งหนีผมไป และวิ่งกลับมาพร้อมกับหนังสือป้องกันมะเร็ง" บรรยายโดยพี่ตั้ม
"เดี๋ยวต้นปีหน้าก็หมดคอร์สยาแล้ว" แบงค์
"คนเป็นมะเร็งเค้าไม่หายกันหรอก" น้องชายแบงค์
และมีฉากที่น่าประทับใจและยิ้มให้อีกมากมายตามประสาความเดียงสาของเด็กนักเรียนต่างจังหวัดเพื่อนๆของนรา และความมองโลกในแง่ดีความอารมณ์ดีของน้องแบงค์เอง
มันดีจนฉันอดคิดไม่ได้ว่า
หรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนเราไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด มันเป็นเพียงแค่วัฏจักรธรรมดาของธรรมชาติที่มาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว
เด็กมองเรื่องนี้ไร้เดียงสาเกินไป หรือผู้ใหญ่อย่างเรามองเรื่องนี้เป็นจริงน้อยไปกันแน่?
นรามีโอกาสมาเจอแบงค์ที่กรุงเทพ และก่อนหน้าที่แบงค์จะไปหานราที่พังงาน มะเร็งได้ลุกลามไปยังสมองและดวงตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบงค์จากโลกที่สวยงามไปอย่างสงบ
ฉันดีใจที่อย่างน้อยน้องแบงค์ก็ได้ปลูกทัศนะที่งดงามต่อโลกใบนี้ไว้มากมาย คงดีกว่าการจากไปพร้อมทัศนะที่หดหู่สิ้นหวังเป็นแน่
สุดท้ายฉันก็ได้แค่หวังว่าอยากให้มีคนอีกหลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนฉัน หนังแนวหนังดูไม่รู้เรื่องตามประสาคนไทยชอบตั้ง แต่สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ให้คุณค่าต่อคนดูกว่าหนังรางวัลแนวๆหลายๆเรื่องแน่ๆ
Friday, December 3, 2010
คิดถึงบ้านเก่า

วันนี้ไม่มีเรียน ตื่นไม่เช้า แต่มีเวลาเหลือพอจะมานั่งทบทวนเรื่องราวของตัวเองในอดีต
ฉันกลับไปยังบ้านเก่าของฉันมา
และได้ค้นพบว่า...แต่ก่อนกรูเขียนบลอกมันส์กว่านี้นี่หว่า!
ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าในตอนนั้นฉันใช้ภาษาพูดของฉันเองละเลงลงไป แต่ไหงพอเขียนมาเรื่อยๆ เยอะขึ้นๆ ภาษาเริ่มกระเดียดอยากทำตัวเป็นทางการ เหมือนวิญญาณนักนิติศาสตร์เข้าสิง --- ซึ่งมันไม่เหมาะกับฉันเลย พับผ่า!
เลยคิดว่าจะเริ่มกลับมาเขียนด้วยภาษาตลาดดังเดิม
(แต่ไม่รู้จะทำได้มั้ย เพราะมักจะลืมตัวกลับไปเขียนอะไรเน่าๆเหมือนเดิมบ่อยๆ)
เรื่องราวในบ้านเก่าที่อ่านกี่ทีแม่งก็ฮาก็คือเรื่องชีวิตประจำวันตอนไปอิตาลี มันมีเรื่องให้เจอทุกวัน ตั้งแต่วิ่งหนีโจรไปจนถึงเรื่องการใช้ชีวิตกระแดะกระเดียดของฉันเอง เวลาผ่านไปกลับไปอ่านทบทวนมันก็ยังดูมีชีวิตอยู่ตรงนั้น ไม่เก่าเลย...
เลยคิดว่า(อีกรอบ ไม่รู้จะย้ำคิดย้ำทำอีกกี่รอบกับการใช้ถ้อยคำเดิมๆ) ถ้าเป็นไปได้ อยากจะเค้นตัวเองให้เขียนเรื่องราวในแต่ละวันอีกครั้ง แต่ปัญหาเดียวคือรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตนิ่งเป็นยาสลบมากๆ มีงานมีการก็ทำไป ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลาเที่ยวก็ไปเที่ยว วันๆไม่ค่อยได้กระจายน้ำลายออกจากปาก ภาษาไทยภาษาอังกฤษเริ่มพูดไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้เศร้าสอยง่อยซึมอะไรนะ
อยากมีเรื่องตื่นเต้นบ่อยๆจัง
แน่ใจ?
Subscribe to:
Comments (Atom)
