
เมื่อคืนนี้พอจะมีเวลา(แต่งเวลาขึ้นเอง)ผละออกจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เลยได้โอกาสทยอยดูหนังที่เก็บไว้รอดู หยิบหนังของพี่ตั้ม(รุ่นพี่มั้นท์)มาด้วยความรู้สึกผิด เพราะพี่ตั้มให้มาตั้งเกือบปีแล้ว เพิ่งจะได้เปิดดูวันนี้นี่เอง
"ฉันอยู่นี่...เธออยู่ไกล 93 Mins" คือลายมือที่เขียนอยู่บนแผ่น
ทีแรกฉันนอนดูบนเตียง หนังเล่นไปได้ไม่ถึง 10 นาทีฉันคิดว่าฉันต้องหลับแน่ๆ เป็นเพราะอะไรหลายๆอย่าง เช่น เตียงนั้นตั้งอยู่ไกลทีวีเกินไป และหนังเรื่องนี้มีข้อความที่ต้องอ่าน ทำให้ข้อความมันเล็กเกินไปที่จะอ่านเห็นจากระยะที่นอนอยู่บนเตียง หรือบางทีสายตาฉันอาจจะสั้นลงแล้วแต่ฉันกระเดียดไม่อยากยอมรับความจริง หรือหนังเริ่มต้น...เป็นธรรมดาของหนังสารคดี ไม่ใช่หนังรักโรแมนติกอะไรที่จะชอบซื้อความประทับใจให้กันในตอนเริ่มต้น ชีวิตจริงโปรโมชันเหล่านั้นไม่เคยอยู่ยาว และเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังรักจึงไม่มีแม้โปรโมชันใดๆ
ฉันตัดสินใจลากโซฟาออกมาจากข้างฝาเพื่อจะได้นอนดูทีวีบนโซฟาในระยะใกล้หน้าจอมากขึ้น
เรื่องราวของหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้ชายอายุประมาณ 11-12 ปีสองคนมีชื่อว่าน้องแบงค์กับน้องนราที่เค้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ด้วยความตั้งใจของผู้กำกับหรืออะไรก็ตามที่ดำเนินเรื่องให้เขาสองคนได้เป็นเพื่อนกันผ่านกล้องวีดีโอ
แบงค์อยู่กรุงเทพ นราอยู่พังงา
ทั้งสองคนถ่ายวีดีโอบันทึกเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองพร้อมกับฝากข้อความผ่านวีดีโอ โดย(จากการคิดไปเองของฉันเช่นกัน)มีผู้กำกับตั้มเป็นผู้นำวีดีโอสลับเปิดให้แต่ละฝ่ายดู
แบงค์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมหมวกไต ไม่ได้ไปโรงเรียน
นราอยู่โรงเรียน แต่ไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ (ฉันคิดเองเองว่านรามีฐานะทางบ้านลำบากและยากจน ประกอบกับแม่นรามีนราตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยวุฒิภาวะและฐานะทางบ้านอาจจะยังไม่พร้อมที่จะให้ลูกมาอยู่ด้วยกัน)
หนังเรื่องนี้ขโมยน้ำตาไปจากฉันดื้อๆได้หลายฉาก
"ตอนผมเจอนราครั้งแรก ผมบอกเค้าว่าแบงค์เป็นมะเร็ง นราก็วิ่งหนีผมไป และวิ่งกลับมาพร้อมกับหนังสือป้องกันมะเร็ง" บรรยายโดยพี่ตั้ม
"เดี๋ยวต้นปีหน้าก็หมดคอร์สยาแล้ว" แบงค์
"คนเป็นมะเร็งเค้าไม่หายกันหรอก" น้องชายแบงค์
และมีฉากที่น่าประทับใจและยิ้มให้อีกมากมายตามประสาความเดียงสาของเด็กนักเรียนต่างจังหวัดเพื่อนๆของนรา และความมองโลกในแง่ดีความอารมณ์ดีของน้องแบงค์เอง
มันดีจนฉันอดคิดไม่ได้ว่า
หรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของแต่ละคนเราไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด มันเป็นเพียงแค่วัฏจักรธรรมดาของธรรมชาติที่มาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว
เด็กมองเรื่องนี้ไร้เดียงสาเกินไป หรือผู้ใหญ่อย่างเรามองเรื่องนี้เป็นจริงน้อยไปกันแน่?
นรามีโอกาสมาเจอแบงค์ที่กรุงเทพ และก่อนหน้าที่แบงค์จะไปหานราที่พังงาน มะเร็งได้ลุกลามไปยังสมองและดวงตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบงค์จากโลกที่สวยงามไปอย่างสงบ
ฉันดีใจที่อย่างน้อยน้องแบงค์ก็ได้ปลูกทัศนะที่งดงามต่อโลกใบนี้ไว้มากมาย คงดีกว่าการจากไปพร้อมทัศนะที่หดหู่สิ้นหวังเป็นแน่
สุดท้ายฉันก็ได้แค่หวังว่าอยากให้มีคนอีกหลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนฉัน หนังแนวหนังดูไม่รู้เรื่องตามประสาคนไทยชอบตั้ง แต่สำหรับฉัน หนังเรื่องนี้ให้คุณค่าต่อคนดูกว่าหนังรางวัลแนวๆหลายๆเรื่องแน่ๆ
No comments:
Post a Comment