Thursday, December 20, 2012
Way of ...
ผ่านมาจะครบปีสำหรับการเริ่มต้นบนทางเดินชีวิตเส้นใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ฉันเป็นคนที่มองไม่เคยเห็นอนาคตของตัวเองไปไกลเกินกว่าอาทิตย์หรือเพียงเดือนข้างหน้าได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะฉันไม่เคยมั่นใจว่าฉันจะมีวันพรุ่งนี้จริงๆ ฉันจะทำมันได้ หรือเพราะฉันเอาจินตนาการไปใช้กับหน้าที่การงานเรียบร้อยแล้ว
ฉันเคยถามตัวเองว่าวันที่ฉันหาเงินเองได้มีอยู่จริงบนโลกหรอ
เงินเดือนเดือนแรกลูบไล้มาอย่างนั้น
เงินเดือนเดือนที่สองเข้ามาแล้วก็ระเหย
เงินเดือนเดือนที่สามเข้ามาแต่เริ่มระเหยช้าลง
เงินเดือนเดือนที่สี่เริ่มอยู่ตัวเพราะฉันเชื่อมั่นว่าในเดือนที่ห้าฉันจะไม่ทำงาน
ในเดือนที่ห้าฉันไม่มีเงินเดือน เงินเดือนเดือนที่สี่จึงจำเป็นต้องหมดลงอย่างสมบูรณ์
ฉันเริ่มสงสัยย้อนกลับไปหาคำตอบให้ประโยคที่เคยถามตัวเอง
ฉันจะหาเงินใช้เองได้จริงๆหรอ
บางทีจินตนาการก็ไม่เก่งเท่าโชคชะตา ฉันจินตนาการไม่ออกในตอนนั้น คิดไม่ได้ว่าฉันจะได้งานใหม่แบบไหน ลักษณะงานยังไง หรือฉันควรจะหางานหรือเปล่า
แล้วงานก็เข้ามาโดยไม่ได้ใช้ความพยายามมากนัก
เงินเดือนเดือนที่ห้าของฉันในเดือนที่หกของระบบการทำงานเริ่มเข้ามา กิจกรรมใช้หนี้เริ่มดำเนิน หมดเดือน หมดเงิน แต่หลังจากการทำงานแห่งที่สองนี้ระบบการเงินของฉันเริ่มอยู่ตัว สิ่งที่เคยอยู่ในรายการที่ต้องทำหลังกลับมาจากนิวยอร์กเริ่มตัดออกได้จนครบ
ปัญหามันมีอยู่ว่าฉันก็ยังมองไม่เห็นอนาคตอันไกลว่าฉันจะไปอยู่ตรงไหนในปีหน้า จะทำอะไรในปีถัดไป ความขัดแย้งในความรู้สึกเริ่มเกิดขึ้นมาเรื่อยๆอย่างเบาๆ ประกอบกับภาระการงานที่ค่อนข้างถึกทึนทึก เวลากลับบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ทุ่ม การทำงานหลังเที่ยงคืน เข้างานเสาร์อาทิตย์เป็นเรื่องสามัญ และความไม่เคารพตัวเองในฐานะดีไซเนอร์ของคนบางคนในทีม ประกอบกับสิ่งที่ฉันเคยทำเป็นปกติตอนอยู่นิวยอร์ก นั่นคือการทำความสะอาดความคิดตัวเอง การกวาดการกรองในสิ่งที่ได้เรียนรู้ในแต่ละวันได้หายไปจากวิถีที่เคยปกติ
วันนี้ฉันลาหยุดเพราะป่วย เมื่อวานถึงกับรู้สึกว่ากำลังจะตาย เข้าใจคนกำลังจะตายเลยว่ามันเป็นยังไง ฉันพยายามหายใจเข้าออกช้าๆ ลึกๆ แต่ไม่มีผล ฉันรู้สึกว่าระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายของฉันเริ่มไม่ตอบสนอง หายใจเข้า ไม่มีออกซิเจน ปอดขยายแต่ไม่ได้อากาศ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรอดจากช่วงเวลานั้นมาได้คือการทำสมาธิ จะไปก็จะปล่อยไป จะอยู่ก็จะอยู่ให้ดี
ใช้เวลาครึ่งบ่ายกว่าอะไรอะไรจะกลับมาค่อนข้างเหมือนเดิม
อยู่ๆประโยค "ขออย่ายอมแพ้ อย่าอ่อนแอ แม้ต้องร้องไห้ จงลุกขึ้นสู้ไป จุดหมายไม่ไกลเกินจริง" ก็แว่วเข้ามาในความคิด ฉันจึงเปิดเพลงฟัง
"อย่ายอมแพ้" ของ อ้อม สุนิสา
โดยไม่ทันคาดคิด น้ำตาฉันไหลออกมาโดยไม่เคยบอกกล่าว ฉันเริ่มรู้สึกตัวว่าที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตกดดันขนาดนั้นเลยหรอ ฉันเริ่มถามตัวเองว่ามันมากไปแล้วหรือยัง ยิ่งถาม ก็ยิ่งชัดเจนว่ามันเกินกว่าฉันจะรับไหวในฐานะคนที่จะไม่ยอมให้งานดีไซน์โดนดูถูก
วันนี้ฉันอยากเลือกเดินออกมาจากการรับเงินเดือนเดือนที่เก้าของชีวิตการทำงาน แต่ทำไมมันไม่ง่ายเหมือนเมื่อตอนเดือนที่ห้าเลยนะ ฉันพันตัวเองไว้กับอะไรที่ฉันไม่รู้ตัวอีกหรอ อายุที่เยอะขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่แย่ลงจนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ฉันยังไม่เจอคำตอบที่แน่ชัด แต่อย่างน้อยวันนี้ฉันยังโชคดีที่ฉันยังไม่มีภาระในเรื่องครอบครัว บ้าน รถ จิปาถะ อย่างน้อยความมั่นใจในการดำเนินชีวิตอย่างช้าๆของฉันก็ทำให้ฉันโชคดีบ้าง
หากงานที่ทำอยู่ไม่มีสัญญาณของความเจริญที่ดีงามในอนาคต(และปัจจุบัน) คุณจะทำอย่างไร
ฉันควรจะเรื่อยเปื่อยกับความย่ำเละของการทำงานที่นี่ไปเรื่อยๆแล้วรอโชคชะตาเล่นสนุกเหมือนครั้งพยายามตกงานตอนเดือนที่ห้า หรือฉันควรจะตัดสินใจเลือกทางเดินที่มองไม่เห็นอนาคตเส้นเดิมของฉันอีกที
เพราะอย่างน้อย...มันก็เป็นทางเดินของฉัน ที่ฉันกำหนด ฉันสร้าง และฉันเดินไปเอง
Subscribe to:
Comments (Atom)