Wednesday, March 31, 2010

my sickness






"....This is a good issue. Keep this in mind. While we're trying to get away from technology, people in the Eastern world are opposite."

The Professor brought this point up for a second during one of my classmate's work reviewing. It silently punched right to my face.

It couldn't be more true.
I'm not gonna write about why I'm so concerned about Thailand anymore. I'm done. I can't help anybody; instead, they have to help themselves. If they are unhappy because they think they can't live far from the digital world, I will leave them be.

I'm so sad.
People are moving ahead so fast. Too fast to observe some tiny details they have just walked over. The life will eventually end, no worries. Why being so rush?

Possibly, this situation is similar to the topic I have talked with a friend through my status comments on Facebook.
"Greece gave birth to Democracy."
"Interesting that Greece gave birth to Democracy, and then America branded it and sold it all over the world."
"Would be more interesting if Japan will do the packaging, and Thailand consumes."
"It's not if. It's happening. We are too into consuming until we can't even notice a bit that this is just a propaganda."

Sick of politics. Let me end it now.

Thursday, March 25, 2010

การเป็นแม่



กฎของการเป็นแม่คน

1. ตื่นเช้าได้
2. พกกรรไกรอันเล็กไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา
3. ใช้กระเป๋าถือแบบผู้หญิง
4. เวลาลูกมาคุยด้วยตอนมีโลกส่วนตัวต้องเลือกลูก
5. พูดเพราะ
6. ยิ้มหวาน
7. กินน้อย
8. ไม่ขี้รำคาญ
9. ขับรถได้
10.รู้จักใช้เงิน

กรูทำไม่ได้สักข้อ

Sunday, March 21, 2010

San Fran to me



What did I get from the four days and three nights in San Francisco on my first visit?

o The being on board time is just like flying from BKK to NRT. Pillow is needed for me.

o Both cities are known for their good creative venues, but San Fran's is better.
I assume that it is because I see less numbers of designs in San Fran, but I see more in New York. Hence, the more I see the more goods and more bads in its more.

o New York is a real big city.
Other people might have already known, but I thought in the first place that they are both comparative.

o I unconsciously fell in love with San Fran, then suddenly told myself that this trip is too short to hate something.

o Living in New York is much cheaper. Trust me.
No cars needed. Wide range of residential place's prices. Flexible choices for dining. And the most important thing is New York is much safer.

o Thai people in San Fran are nice.
(no extended comments)

o I was very excited to visit Chinatown in San Fran in the first place, as I had read a documentary book about it written by Khun Rong Wong-sawan. I knew that Chinatown here is the oldest chinatown in the US. A lot of experiences and stories have been transmitted through 5 years of living in San Fran by the writer himself. It failed me a bit. Chinese people here seem to wake up very late. At 9 am, I and my friends could barely find even a small restaurant open for dim-sum.

o Although, I know myself that I cannot stay in a place for a long period of time(forever), right now there are no other places run a competition with my New York.
( or did not I open my eyes wide enough?)

o Oh! This is the most important experience. San Fran boys are hot!!!!!
(I think they seem nice, because I met them on actual streets under the sunshine not under ground with humidity. NYC subway might create a kind of environment among people that does not allow them to talk or glance each other.

o I love San Fran so far, but still love New York more.

o Actually, I just love moving around : p

Thursday, March 11, 2010

ภาษาไทย


กาพย์แห่ชมเครื่องคาวหวาน
: พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านนภาลัย

มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา
ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง
หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย
ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ
เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์
ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น
ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ
เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงคั่วส้มใส่ระกำ
รอยแจ้งแห่งความขำ ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม
ช้าช้าพล่าเนื้อสด ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์
ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน
เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง
รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง
นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน
ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน
ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ
ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน
ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ครวญรักผักหวานนาง


ทำไมถึงเป็นกาพย์แห่ชมเครื่องขาวหวานที่ฉันนำมาเขียน?

ฉันเขียนจากความระลึกได้
เมื่อยังเยาว์วัยวันนั้น ในวิชาภาษาไทย ตึกสอง ก่อสร้างด้วยไม้ ชั้นสองห้องริมสุดด้านติดกับสวนดอกไม่ในวรรณคดี(ที่เหมือนจะเป็นสถานที่หวงแหนของอาจารย์ท่านหนึ่ง(ขออภัยลืมชื่อ) จึงเป็นสถานที่ที่ฉันไม่เคยย่างกรายเข้าไป) วิชานี้สอนโดยอาจารย์เสาวนีย์ คำพวง
ฉันเป็นโรคจิตอยู่อย่างหนึ่งคือฉันแพ้คำคล้องจอง คำพูดของใคร บทกลอน บทเพลงใดก็ตามที่เขียนคำขึ้นโดยมีความคล้องจองกันอยู่ในนั้น อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามหลักโคลง ฉันท์ กาพย์ หรือกลอนใดๆ ฉันก็พร้อมที่จะฟังและจดจำไว้ได้ดีกว่าการได้ยิน ได้รับฟังถ้อยคำแบบอื่นๆ
ทุกครั้งในวิชาภาษาไทยฉันจึงมีความสุขเสมอ

แม้ว่าทุกครั้งที่เรียนห้องเรียนนั้นฉันจะขอจองที่นั่งหลังสุดติดริมหน้าต่าง(เป็นบานหน้าต่างบานยาวจากเพดานถึงพื้นแบบโบราณ คล้ายบานเฟี้ยม(เพื่อนสอนมาดี))ทุกครั้ง เพราะ. .​ . นั่งด้านนั้นมองลงไปเห็นโรงยิม. . .
ใช่ แม้ฉันจะมีเป้าหมายในการไปโรงเรียนทุกวันเป็นอาจารย์สุดหล่อสุดเท่ห์คนหนึ่งก็ตาม แม้ว่าฉันจะพยายามนั่งติดริมหน้าต่างหลังห้องเพื่อบางทีอาจจะมองลงมาแล้วเห็นอาจารย์ท่านนั้นเดินผ่าน แต่เมื่อการอ่านทำนองเสนาะได้บรรเลง ฉันเหมือนอยู่ในภวังค์. . .

ฉันอยากหลุดเข้าไปในเรื่องราวทำนองเสนาะทุกเรื่องที่ฉันอ่าน ไม่ว่ามันจะโบราณเพียงใด เหมือนโลกปัจจุบันรอบข้างนี้ไม่สวยงามเท่าโลกแห่งทำนองเสนาะ

หลังวิชาภาษาไทยทุกวัน ฉันจะกลับบ้านพร้อมกับบอกแม่ว่า
"แม่ขา หนูอยากกินแกงเทโพ"
"แม่ขา หนูอยากกินมันมั่นไก่"
เป็นอย่างนี้ทุกเย็นหลังวันเรียนภาษาไทย

แล้วฉันก็เรียนจบม.๓ บริจาคหนังสือเรียนทุกเล่ม ยกเว้นหนังสือเรียนภาษาไทย(แต่คิดว่าตอนนี้โดนขโมยเอาไปบริจาคหมดแล้ว ยกเว้นหนังสือเรียนภาษาไทยตอน ป.๖ ที่เก็บไว้อย่างดีในลิ้นชักใต้โต๊ะ เพราะในสมัยนั้นโรงเรียนไม่มีหนังสือให้ นักเรียนต้องถ่ายเอกสารเรียน แต่มีเพื่อนคนหนึ่งใจดีเอามาจากโรงเรียนอื่น ฉันเลยมีหนังสือเรียนภาษาไทยสี่สีคนเดียวในห้อง ประกอบกับหนังสือเล่มนั้นมีเรื่องรามเกียรติ์ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวรรณคดีไทยที่ฉันชอบอ่าน จึงเก็บมันเอาไว้อย่างดี)

ทุกวันนี้สิ่งเหล่านั้นส่งผลอะไรต่อชีวิตฉันนะหรือ?

ฉันไม่พูดภาษาอังกฤษแล้วอย่างไรหละ


ป.ล. มีอีกเรื่องที่รู้สึกผิดคือเมื่อตอนป.๕ ด้วยความที่ฉันชอบภาษาไทยอยู่แล้ว เวลาว่างฉันจึงอ่านหนังสือเรียนเล่น อ่านจบป.๕ ก็ไปเอาของป.๖มาอ่าน แล้วมีอยู่วันหนึ่งที่สนามเทนนิส เพื่อนคนหนึ่งที่เรียนอยู่ชั้นป.๖ กำลังทำการบ้านวิชาภาษาไทย ฉันเข้าไปอ่านดูก็ช่วยเค้าทำการบ้านได้ แต่พ่อของเพื่อนคนนี้กลับดุว่าเพื่อนของฉันว่าไม่ตั้งใจเรียน ฉันเรียนอยู่ป.๕แท้ๆรู้เรื่องป.๖เลย แล้วพอเพื่อนคนนั้นจบป.๖เค้าก็ต้องเลิกเล่นเทนนิสเพราะพ่อเค้าห่วงเรื่องเรียนของเค้ามากกว่าการเล่นกีฬา
ฉันรู้สึกผิดอะไรกับเรื่องนี้หนะหรือ?

ฉันรู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นเค้ามีพรสวรรค์ในการเล่นเทนนิส เค้าเป็นที่หนึ่งของรุ่นทุกครั้งที่ไปแข่ง ฉันกลับไม่ใช่ ยากมากกว่าจะได้เหรียญทองมา ฉันไม่มีพรสวรรค์ในการจะเป็นนักกีฬาเทนนิส แต่ฉันแค่เล่นเทนนิสเป็น ภาษาไทยอาจจะเป็นพรสวรรค์ของฉัน น่าเสียดายที่เพื่อนฉันคนนั้นไม่มีโอกาสเจริญเติบโตไปในทางที่เค้าถนัดเพียงเพราะเรียนไม่เก่ง

โลกเรามันแบนถึงขนาดนั้นเลยหรือที่จะยอมรับเพียงคนเรียนเก่งเอาไว้และเหยียบย่ำคนที่มีผลการเรียนตกต่ำแต่ทำอย่างอื่นได้ดีเป็นร้อยเป็นพัน

ที่จริงฉันอาจจะทำอย่างอื่นไม่เป็นเลยก็ได้ ก็แค่เรียนดี