Friday, February 26, 2010







บางทีอารมณ์ของชีวิตก็ซับซ้อนเกินกว่าถ้อยคำจะบรรยายได้
ก่อนมีภาษา เราสื่อสารกันด้วยภาพมิใช่หรือ
วันนี้ของดใช้ภาษาสักวัน

Tuesday, February 23, 2010

ความจริง





เด็กน้อยทำหน้างอนเดินหนีพ่อแม่คุณครูที่ว่ากล่าวตักเตือน


วันหนึ่งเมื่อเด็กน้อยหกล้มลง

ก็มีพ่อแม่คุณครูที่เดินมาอุ้มให้ลุกขึ้นยืน

โตขึ้นสบายใจอยากทำอะไรก็เลือกเอา

แต่หกล้มในวันนี้ ไม่มีใครประคอง

หากลุกเองไม่ไหว

สังคมที่เหมือนจะแท้จริงนี้ก็ไม่ได้มีเมตตาพอ

จะรอให้คุณแข็งแรง

Tuesday, February 16, 2010

ความตลกของการอยู่นิวยอร์ก




ผู้คนมักถามฉันว่า
"อยู่นิวยอร์กสนุกมั้ย"
ด้วยอารมณ์ซื่อก็ตอบไปเหมือนกันทุกครั้งว่า
"สนุกดี ชอบ"

แต่ประโยคต่อมาของผู้ถามมักทำให้ฉันอมยิ้มและคิดว่าเราเลิกคุยกันดีกว่า
ยกตัวอย่างเช่น

"แน่นอนสิ สนุกเพราะโสดหนิ"
"ไม่คิดจะกลับบ้านแล้ว?"
"เปลี่ยนศาสนาไปรึยัง?"
"ตังค์หนานิ"
"งี้ก็ได้ใช้ไอโฟนด้วยสิ"
. . .

ณ อายุปัจจุบัน 25 ย่างสู่ 26 ปี ฉันวิเคราะห์ประโยคเหล่านั้นออกมาเป็นเหตุผลไม่ได้ว่ามันมีความสำคัญอย่างไรจึงทำให้ฉันอยากเลิกที่จะคุยต่อ

สมมติฐาน
"นิวยอร์กเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญทางวัตถุในสายตาคนไทยหรือเปล่า?"

หรือ
"คนมีโอกาสมาต่างประเทศทุกคนมักจะถูกสังคมตัดสินไปแล้วว่าควรจะมีวิถีชีวิตเช่นไร"

หรือ
"หรือฉันควรจะตอบไปว่าไม่มีความสุขเลย"
แต่ก็ยังแอบสงสัยว่า ประโยคสนทนาถัดไปจะเป็นเช่นไร

"ทำไมหละ? เหงา คิดถึงแฟนเหรอ?"

คงไม่

ขนาดฉันตอบไปว่า
"อยู่นี่ฉันไม่ใช้ไอโฟนหรอก ฉันใช้มือถือเครื่องละ 1,500 บาท"
เค้ายังต่อประโยคมาเหมือนฉันบ้าหรือเปล่า
"ทำไมไม่ใช้? หรือมีมือถือไว้แค่โทรหาแฟนก็พอ?"

ไม่ใช้ไอโฟน ไหงต้องกลายเป็นคนติดแฟนไปซะอย่างงั้น

ไม่ไปซ้ายก็ต้องไปขวาอีกแล้ว ฉันขอไปตรงได้มั้ยคะคุณมุมมองชีวิต

Tuesday, February 9, 2010

คนออกเดินทาง



อังคาร 9 กุมพา 53
16.20

ฉันเลือกที่จะลงสถานี Penn Station ก่อนถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริงบน 14 st เพราะว่าสาย E นั้นเร็วจี๋พาฉันมาถึงในเมืองเร็วเกินไป ก่อนถึงเวลานัดกับมินเพื่อกินข้าวเย็นที่ร้านประจำตอน 17.oo
ทำไมต้อง Penn Station?
ฉันอยากเห็นคนออกเดินทาง

ทำไมต้องเป็นคนออกเดินทาง?
เพราะคนออกเดินทางมีความเปลี่ยนแปลง ไม่เสถียร สิ่งที่เห็นอาจะไม่ใช่ตัวตนของเขาเหล่านั้น ณ เวลาหนึ่ง เพราะการออกเดินทางในความหมายทั่วไปหมายถึงการขยับออกมาเดินในจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

คนออกเดินทางมีเสน่ห์ตรงไหน?
คนออกเดินทางมีพลัง ไม่ว่าจะเพิ่งเดินทางมาถึง รอกลับ หรือตกรถ ตกเครื่อง ตกเรือ อะไรก็ว่าไป ทุกอย่างมาเพื่อการเปลี่ยนแปลงจากการหยุดยืนในจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

เพิ่งมาถึง อาจตื่นใจ
รอการกลับไป อาจอาวรณ์
พลาดรถ เรือ เครื่องบิน อาจงุนงง

ไม่มีนิวยอร์กฉันคงไม่ร่ำรวยโอกาสเท่านี้ ตารางชีวิตฉันไม่เคยว่างเปล่าเพราะฉันมีเธอเคยเติมเต็ม
ตอนนี้หิวจัง ตั้งใจไม่กินข้าวเที่ยงจะได้กินข้าวตอนห้าโมง (ซึ่งเร็วกว่าเวลากินปกติไปโข) ได้อร่อย

ทำไมต้องกินเร็ว?
เพราะมีเรียนตอนหกโมงเย็น และคิดว่าดีกว่ารอไปกินหลังเลิกเรียนตอนสามทุ่ม นั่นคงเป็นลมคาห้องเรียนไปก่อนแล้ว

นั่นแหนะคนเดินทางเดินมานั่ง เปิดแลปทอป คุยโทรศัพท์ พิมพ์ๆๆ ปิดแลปทอป แล้วเดินออกไป ใช้เวลาน้อยกว่าฉันนั่งเขียนเรื่องนี้มาสิบบรรทัดอีก

เห็นมั้ยคนออกเดินทางมีพลังจริงๆ : )

Friday, February 5, 2010

ฟังดาว



ตะวันเผยออกมาเล่นกับขอบฟ้า
นภาทักปรีดากับวันใหม่
แสงอาทิตย์พาความอุ่นกายและใจ
บอกกับฉันว่าออกจากบ้านสิคนดี

ได้เวลามาลับซึ่งกลางวัน
แสงทองสะท้อนตาคราสุดท้าย
คืบคลานมาซึ่งดาราทิวาพราย
เขาว่ากันบนนั้นมีดวงดาว

เงยหน้าขึ้นสู่เบื้องบนเดียวกัน
ใยตอนนั้นกระโดดเล่นประทับใจไม่รู้หาย
ยามตอนนี้มิรู้สึกตื่นตาใจ
คงมิใช่เพราะเวลาพาเคยชิน

อยู่ที่นี่เมืองแห่งความไม่หลับไหล
มองออกไปก็พบเจอกับแสงไฟ
เหมือนบอกดาวไม่เป็นไร
พวกเราไม่ต้องการเธอ

ความเป็นจริงดวงดาวหาใจร้าย
ทิ้งฉันไปเพราะความเจริญเข้าแทนที่
เธอยังอยู่บนนั้นอย่างแสนดี
มองลงมาตรงนี้อยู่ทุกคืน

เป็นฉันเองมองขึ้นไปแล้วไม่เห็น
อาจเป็นเพราะใจฉันเองที่ดำเปื้อน
ผ่านเวลามาเนิ่นนานประสบการณ์สอนเตือน
เลยคิดเอาเดาเองว่าต้องเติบโต

แต่ลืมคิดว่าควรโตไปทางไหน
เห็นเค้าพุ่งทะยานไปก็ตามเรื่อง
คิดเอาเองว่าโตแล้วต้องเข็มแข็งและรุ่งเรือง
ได้ทิ้งไว้ซึ่งความเห็นใจคนที่เคยมี

สุดท้ายตะวันก็จะกลับมา
ดวงทิวาได้เวลาลับลาหาย
หากฉันตั้งใจฟังคงได้สดับทาย
ว่าดวงดาวบอกฉันว่าแล้วพบกัน






Thursday, February 4, 2010

จนคุ้นเคย แล้วก็ต้องจากกัน



ในวันที่ใครสักคนได้เดินทางกลับบ้าน กับ ในวันที่ใครสักคนได้ออกเดินทาง
ไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหนก็ตาม สิ่งที่เหลืออยู่ข้างหลังก่อนปิดประตูก็คือความทรงจำ

ฉันใช้ชีวิตผ่านการเดินออกจากบ้านมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ไปยังจุดหมายปลายทางเส้นใหม่ ผ่านการปรับตัวและความเหงา แต่ละครั้งไม่เคยเหมือนเดิม

แต่ละครั้งไม่เคยอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ
แต่ละครั้งไม่เคยมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วรู้สึกว่าคุ้นเคย
ทุกครั้งมาพร้อมกับการเริ่มต้นใหม่

จากโคราชมากรุงเทพฯ
ต้องตื่นนอนตอนตีห้า จากเคยตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า
ต้องเดินออกไปรอรถมารับที่ป้าย จากที่เคยมีรถเปิดประตูรอรับอยู่หน้าบ้าน
ต้องยอมรับกับการถึงบ้านที่ไม่มีคนรออยู่เหมือนเคย ไม่มีมื้อเย็นร่วมกัน

จนคุ้นเคย แล้วก็ต้องจากกัน

จากลาดพร้าวมาถึงราชเทวี
จากเคยเดินขึ้นชั้นบนชั้นล่าง พื้นที่เหลือเป็นของตัวเองเพียงหนึ่งห้องสี่เหลี่ยม
ตื่น ไปเรียน กลับห้อง กินข้าว เข้านอน ลำพัง
เพื่อนมาหาบ้าง เพราะห้องอยู่ใกล้โรงเรียน

จนคุ้นเคย แล้วก็ต้องจากกัน

จากราชเทวีมาถึงหอในฯเฟื่องฟ้า

จากเคยใช้พื้นที่ในห้องตามลำพัง สี่คนต้องแบ่งกันคนละมุม
จากเคยเปิดเพลงที่ชอบฟัง กลับต้องใช้หูฟังเพราะต่างคนต่างรสนิยม
จากเคยได้นั่งมองดูผู้คนบนรถเมล์ตอนไป-กลับโรงเรียน ต้องเดินไปคณะผ่านเส้นทางและสิ่งแวดล้อมเดิมๆ

จนคุ้นเคย แล้วก็ต้องจากกัน

จากหอในฯเฟื่องฟ้ามาถึงนิวยอร์ก

จากการมีเพื่อนที่จะไปหาที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันเริ่มต้นชีวิตที่นี่จากการมีชื่อบันทึกไว้ในโทรศัพท์มือถือเป็นเบอร์โทรกลับประเทศไทยเพียงเบอร์เดียว
จากการหิวเมื่อไหร่ก็ไปซื้ออะไรกิน ที่นี่ทำไม่ได้นอกจากควรจะทำอาหารกินเอง การซื้อของกินควรเป็นเรื่องของความพิเศษ
จากที่เคยตีเทนนิสทุกวัน ที่นี่ผ่านมาจะสองปี ได้เล่นไปหนึ่งครั้ง
จากที่คิดถึงบ้านเมื่อไหร่ก็ไปหมอชิตซื้อตั๋ว หลับไปชั่วโมงครึ่ง นั่งฟังเพลงอีกชั่วโมงครึ่งถึงบ้าน ที่นี่ฉันกลับบ้านได้ 365 วันต่อหนึ่งครั้ง
จากที่เคยอยากกินอะไรก็โทรไปอ้อน ที่นี่ทำได้แค่ทำใจ


จนคุ้นเคย...

เวลาผ่านไป เริ่มคุ้นตา เดี๋ยวคงได้เวลาจากลากันอีกครั้ง


ป.ล. เพราะเมเรียนจบจากอังกฤษกำลังบินอยู่บนฟากฟ้ากลับสู่เมืองไทย จึงมีบลอกนี้ขึ้น