Tuesday, September 14, 2010

สุขสันต์์วันเกิดเม่นอรณา


ไม่ได้วาดรูปมาสองปีเต็ม
งานนี้เพื่ออรณา
เม่นน้อย
ผู้จากนิวยอร์กไปเผชิญนครปักกิ่งเพียงลำพัง

เห็ดนี้ได้มาจากอรณา
เมื่ออรณาไปเดินเล่นร้าน Nintendo
แล้วซื้อมาฝาก

ที่จริงน่าจะซื้อ
"เจ้าไดโนเสาร์"
('_+)

โอ๋ย โดนต่อย
อรณาไม่ชอบให้เรียกไดโนเสาร์
อรณาชอบให้เรียกชื่อ
...
ซึ่งตอนนี้ลืมอีกแล้ว

สุขสันต์วันเกิดนะเม่นน้อย

Thursday, September 9, 2010

มองชีวิตย้อนกลับ สิ่งที่คิดกลับไม่ย้อนหาย















พฤ ๙ ก.ย. ๕๓
๒๓.๐๐ น.

วันนี้เรียนสองตัวคือวิสคอมทูกับมาเกตติ้งห่างกันแค่ ๑๕ นาที เหนื่อยจังเลย

๑๖.๐๐ น.

เลือกรีแบรนด์ยู.เอส.โอเพน
อ.ไม่วิจารณ์หรือพยายามโน้มน้าวให้เลือกบริษัทอื่นเลย
เค้าเพียงแค่พูดว่า
"องค์การเหล่านี้ย่อมทุ่มเงินเป็นล้านๆเพื่อให้คนจำโลโกเค้าได้
ถ้าสมมติว่าเปลี่ยนจากคำว่ายู.เอส.โอเพนเป็นโอกินาว่า
แว่บแรกที่มองก็จะคิดว่าอ่อนี่มันโลโกยู.เอส.โอเพนนี่น่า"
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆเค้าจะแสดงความเห็นว่าน่าจะเลือกองค์กรนั้นมากกว่าอันนี้นะ
เค้าหันมาถามฉันแค่ว่า
"คุณเล่นเทนนิสหรอ เล่นเก่งมั้ย?"
เท่านั้นเค้าก็เหมือนให้เกียรติเราที่จะทำยู.เอส.โอเพนเลย

ใจนึงก็ดีใจที่มีวันนี้ เพราะรำคาญลูกไฟของมันมาตั้งแต่
สมัยเรียนมัธยม อีกใจนึงก็คิดว่างานใหญ่เหมือนกันนะ...

๑๓.๐๐ น.

ตื่นนอนแต่ยังคิดว่าตังเองฝันอยู่

๑๐.๐๐ น.

ตกใจตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกวินเทจจากเออแบน เอาฟิตเตอร์
ร้องดังอย่างกับเอาหูไปแนบระฆังเวลาพระเรียกพระลูกวัดมาทำวัดเย็น
แต่ก็นอนต่อจนได้เมื่อเห็นว่า นี่ตรูเพิ่งนอนไปได้สี่ชั่วโมงเองนี่หว่า

๕.๐๐ น.

กำลังจะหลับไอโฟนก็ดัง
ป้าส่งข้อความมาทั้งทางวอทส์แอพและเอฟเอฟเอ็ม

พ ๘ ก.ย. ๕๓
๒๒.๐๐ น.

เดินถ่ายรูปโคมไฟเล่นกับพี่เชลลี่พี่นภในโซโหหลังจากกินไอติมไปสองลูกใหญ่ๆ(คนเดียว)...

๑๙.๐๐ น.

กินอาหารจีนในไชน่าทาวน์กับพี่นภพี่เชลลี่ร้านเสี่ยวหลงเปาเปิดใหม่ที่พี่ปาล์มแนะนำมา
อร่อยมากกว่าโจเชียงไฮที่ปกติต้องใช้เวลารอคิวเป็นชั่วโมงอีก
อย่าบอกใครนะ เดี๋ยวที่นี่จะคนเยอะ

๑๖.๐๐ น.

ย้ายสำมะโนหนังสือมานั่งอ่านในไบรอันพาร์คคนเดียวเป็นวันที่สอง
มีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนเดินผ่านไปมา โดยเฉพาะคนที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไป
จะพิจารณามองนานเป็นพิเศษถ้าเป็นชายหนุ่มมากับเพื่อนชายหนุ่มที่หน้าตาดีทั้งคู่และดูไม่เป็นเกย์
แต่สุดท้ายวันเวลาก็ผ่านไป

วันนี้มีหมอดูมาทักถึงสองคน เมื่อวานมีแค่คนเดียว
แต่คนเมื่อวานระทึกกว่า คือทักเรื่องของฉันค่อนข้างแม่น

งานที่ดอง หนังสือเรียนที่ดองไม่อ่านสักที ไหงกลับกลายเป็น
เคลียร์งานได้ภายในวันเดียว เพียงยกตูดออกจากบ้านมานั่งในสวนสาธารณะ

"สังคมปรนัย" หนังสือภาษาไทยที่อยู่กับฉันตลอดเวลาในตอนนี้
เปิดไปหน้า ๒๐๘ "...เพราะความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ของมนุษย์นั่นเอง ที่ทำให้ศาสตร์สาขาต่างๆ
และศิลปะกลายเป็นคนละเรื่องแยกขาดออกจากกัน"

ความคิดเกิดขึ้นมาว่า
"เพราะมนุษย์ไม่ได้ฉลาดไปซะทุกเรื่อง จึงเกิดการแยกศาสตร์ต่างๆออกจากกัน
หากมนุษย์คนหนึ่งพยายามที่จะเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆให้ได้มากที่สุด
ก็อาจจะทำให้ศาสตร์ที่แยกออกจากกัน เข้าใกล้กันมากขึ้น

ทีนี้...
แทนที่คนจะพูดว่า จะทำพาวเวอร์พ้อยท์ดีๆไปทำไม สิ่งที่สำคัญกว่าคือเนื้อหาที่พรีเซ้นท์ต่างหาก
ก็จะพูดว่า ทำพาวเวอร์พ้อยท์ให้ดีๆ คนดูก็จะสนใจติดตามสิ่งที่เราจะพรีเซ้นท์ เมื่อคนสนใจ
เค้าก็จะได้รับข้อมูลจากเราเต็มที่...win-win

โพสท์ใจความไว้ในเฟซบุค

เพื่อนไต้หวันมาบ่นว่า
"จี เธอช่วยเขียนอะไรในเฟซบุคเธอเป็นภาษาอังกฤษหน่อยได้มั้ย
ฉันอยากรู้ว่าเธอเขียนอะไรทุกครั้งเลย"

ฉันยิ้มให้แล้วบอกอย่างโง่ๆว่า
"โทษทีหวะ ฉันชอบภาษาไทย"

Thursday, September 2, 2010

my morning tree brings me back home













เวลาผ่านมาสองปีสองเดือนของบทละครแห่งชีวิตฉันในนิวยอร์ก มุมที่อยู่เป็นเพื่อนฉันทุกวันเมื่อตื่นเพิ่งเคยจะถูกบันทึกขึ้น

หากจะพูดว่าต้นไม้ต้นนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้ฉันไม่อยากย้ายบ้านไปไหนก็ฟังดูจะมากเกินไป แต่ขอโทษที มันดันเป็นความจริง

ทุกครั้ง ทุกวันเวลาฉันตื่นนอนแล้วมองออกจากทางหน้าต่างข้างเตียงแล้วเห็นต้นไม้ต้นนี้ มันทำให้ฉันคิดอะไรได้หลายๆอย่าง

ฉันเห็นมันมาหมดแล้วทุกสภาพ ทั้งในรูปแบบที่มีใบเขียวชอุ่มสมบูรณ์ และเมื่อมันยืนต้นอย่างไร้ใบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพไหน สิ่งสำคัญคือ มันยังคงอยู่

มันยังทำให้ฉันคิดถึงบ้าน ทำให้ฉันรักบบ้านที่ฉันเกิดมาที่โคราชมากขึ้นไปอีก เพราะมีเพียงบ้านหลังนั้นและห้องเช่าห้องนี้ที่อนุญาตให้ฉันมองเห็นต้นไม้ ท้องฟ้า และแสงแดดเมื่อลืมตาตื่น

มันทำให้ฉันรู้ว่าชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะในกรุงเทพ หรือ นิวยอร์ก มันมีวันหมดอายุ มันมีสักวันที่ฉันต้องอำลามันไปอย่างขมขื่นเพราะความผูกพัน ดังนั้นมันจึงเตือนสติของฉันทุกวันที่ตื่นนอนว่าโปรดออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆนอกห้องได้แล้ว เพราะเวลากำลังเดินถอยหลังไปทุกวัน..ทุกวัน

นอกจากนี้มันยังเป็นเพื่อนฉันเวลาฉันเหงา อ่อนแอ ร้องไห้ แค่หันขึ้นไปมองใบเขียวๆที่ตัดกับสีฟ้าสดใสเบื้องบนก็รู้ว่าโลกใบนี้น่าอยู่เกินกว่าจะมานั่งเสียใจให้กับ "อะไรก็ไม่รู้"

มันได้สร้างความฝันเส้นทางใหม่ให้แก่ฉัน นั่นคือความฝันที่ว่าฉันจะอยู่กับชีวิตที่เหลืออย่างไรให้ได้รู้จักกับแม่ธรณีให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เอะอะก็เดินอยู่บนพื้นคอนกรีต นั่งอยู่ในกล่องเหล็กอยู่ทุกวันเช่นนี้

ฉันเฝ้าฝันคงมีสักวันที่เพียงสองเท้าเปล่าจะนำฉันไปสู่ที่ๆฉันเติบโตมา