วลีว่า"อ่านหนังสือ"ฟังดูจริงจังเสมอในทุกบริบท
หลายครั้งที่มีผู้คนเข้ามาชวนฉันคุยด้วยการถามว่า
"แล้วเวลาว่างทำอะไร"
ด้วยความบริสุทธิ์ใจของผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตคนเดียวมานานพอประมาณ คำตอบที่จริงใจและถ่อมตนที่สุดก็คือ
"อ่านหนังสือ"
และเป็นทุกครั้งไปที่บทสนทนามักจะจบลงเพียงเท่านั้น หรืออาจจะมีเสียงอุทานสั้นๆอย่าง
"โห..."
แล้วก็จากไป
หลายครั้งที่ฉันพยายามจะหาคำตอบที่มีความหมายแทนการอ่านหนังสือได้ แต่ฟังแล้วดูมีความสุขมากกว่านี้ แต่ก็ไม่เคยหาได้สักที
ฉันไม่ใช่คนอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ฉันเริ่มอ่านหนังสือเมื่อตอนที่ความเป็นจริงเริ่มเดินเข้ามาหาชีวิต ความเป็นจริงที่ว่าเพื่อนไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา
เมื่อความหนาว ความเหงาเกาะแน่นอยู่รอบกาย มองไปทางไหนก็มีแต่ทำให้เสียน้ำตา ชีวิตในหอในของรั้วมหาวิทยาลัยมิได้เหมาะกับคนชอบแหกกฎเกณฑ์อย่างฉัน คนอื่นเค้าเป็นเพื่อนกัน รอกันไปทานข้าว นั่งกินข้าวด้วยกัน ฉันก็ทำทุกอย่างเหมือนคนอื่น หิวก็ต้องลงจากห้องมากินข้าว ต่างกันก็เพียงฉันทำทุกอย่างคนเดียว หากเป็นแต่ก่อนก็คงมีเพื่อนเพียรมาหามาเยี่ยมมาเอาใจ แต่ตอนนั้นความโตและวุฒิภาวะได้เริ่มเข้ามามีบทบาท ต่างคนต่างมีคำว่าภาระที่ต้องรับผิดชอบ
หนังสือได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของฉันช่วงนั้น และคงอยู่เรื่อยมา
การอ่านหนังสือของฉัน จากเริ่มเพื่อลืมความเหงา เพื่อการเดินทางผ่านเวลาอย่างไม่รู้สึกถึงการรอคอย หนังสือได้กลายมาเป็นแหล่งความลึกทางความคิด
หลายครั้งเนื้อหาในหนังสือไม่ได้บอกอะไรฉันโดยตรง แต่มันแสดงตัวอย่างให้ฉันหันกลับมามองตัวเอง หากฉันจะตัดสินเรื่องราวนั้นว่าต่ำทราม แล้วตัวฉันหละ ดีไปกว่านั้นสักเท่าไหร่ หากบางทีฉันอาจะมองบางอย่างสูงเกินไป หนังสือก็เตือนฉันทุกคราให้มองหาคนที่มีน้อยกว่า
หนังสือเตือนสติ หนังสือทำให้ฉันลึก หนังสือทำให้ฉันอยู่คนเดียวได้อย่างไม่รบกวนใคร
ถ้าหากฉันมีเวลามากพอจะอธิบายคนที่ถามฉันว่าเวลาว่างฉันทำอะไร เค้าคงจะเข้าใจฉันมากขึ้นว่าหนังสือ มิได้มีเพียงด้านเดียว แล้ววลีที่ว่า "อ่านหนังสือ" จะน่าค้นหาขึ้นอีกเป็นกอง