Monday, December 28, 2009

หนาว



ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บท่ามกลางถนนที่ว่างเปล่าปกคลุมไปด้วยหิมะที่กำลังละลายไร้ผู้คน ฉันอยู่อย่างเดียวดาย คงเป็นเพราะวันนี้ผู้คนต่างกลับบ้านไปหาครอบครัว เพราะมันเป็นวันคริสต์มาสตามประเพณีท้องถิ่นสินะ

แสงสว่างเพียงแหล่งเดียวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์คู่กายสาดกระทบใบหน้าที่หมดสิ้นไปแล้วซึ่งความรู้สึกใดๆ ทั้งที่เคยมี และคงจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีกต่อไปในภายภาคหน้า

ตอนนี้น้ำตาไม่ไหล แต่ใจได้นอนหลับสงบนิ่งเหมือนศพแช่แข็งไร้ซึ่งความคิด

มองไม่เห็นแสงสว่างที่รอคอย

ก้มหน้ากลับสู่ความเป็นเราพร้อมกับใจที่เป็นของเราหนึ่งเดียวคงดีกว่า

น้ำตาไหลรินอาบแก้มจนได้ คงดีไม่น้อย ดวงตาไม่ได้เปียกชื้นมานานแค่ไหนแล้ว ชีวิตนี้คงจะไม่มีอะไรมาทำร้ายความแข็งแกร่งของชีวิตเราได้เท่าความรู้สึกของเราที่พยายามแบ่งปันไปให้ใคร

จะสนใจไปทำไมหากอนาคตก็อาจเป็นเราที่อยู่เพียงหนึ่ง อาจจะไม่มีคำว่าสอง และต่อๆไป

คืนนี้นิวยอร์กยังสงบเหมือนเคยเช่นคืนก่อนๆ ขอบคุณนิวยอร์กที่ไม่เคยทำร้ายฉัน

Sunday, December 13, 2009

แด่นีออน


เชาเชาเป็นชื่อหมาพันธุ์อาเซเชียนที่พ่อได้มาเมื่อตอนประจำอยู่อุดรฯ ที่เรียกเชาสองพยางค์เป็นเชาเชาก็เพราะว่าได้มันมาเมื่อเจเจ น้องชายของฉันเกิดพอดี ก็เลยเป็น เจเจ กับ เชาเชา ทั้งคู่เมื่อเติบโตขึ้นชื่อที่ยาวก็เหลือเพียงแค่ เจ กับ ไอ้เชา

ไอ้เชาเป็นหมาตัวแรกของบ้านที่วิ่งไปเก็บลูกเทนนิสกลับมาเป็น มันจึงเป็นหมาตัวแรกของบ้านที่ได้นั่งรถจี๊ปของพ่อไปสนามเทนนิสด้วยทุกเย็น

เนื่องจากไอ้เชามันไม่สบายเป็นโรคหัวใจ และตอนนั้นยังต้องคอยทะเลาะเบาะแว้งกับไอ้โจทุกวัน ไอ้โจเป็นหมาที่ผิดสเปคของพ่อ คือเป็นหมาขนาดกลาง ไม่ใช่ขนาดใหญ่ พันธุ์อะไรก็ไม่รู้ ฉันเดาว่าเป็นพันธุ์เดียวกับไอ้ตุ๊บตั๊บ เอาหละว่า เหมือนยิ่งเขียน ยิ่งมีตัวละครเพิ่ม เอาใหม่ละกันนะ

หมาตัวแรกของบ้านฉันเท่าที่ฉันจำความได้คือไอ้ตุ๊บตั๊บ เป็นหมาพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ มีขนาดปานกลาง ขนปุกปุยยาวสีขาว หน้าเรียวแหลม จมูกมีสีดำ ไอ้ตุ๊บตั๊บเกิดมีขึ้นมาพร้อมฉัน คือฉันเกิดมาก็มีมันอยู่ข้างกายอยู่แล้ว ตุ๊บตั๊บเป็นหมาตัวแรกและตัวเดียวของบ้านที่พ่ออนุญาตให้เข้ามาอยู่ในบ้านได้ ดังนั้นเวลาฉันตื่นนอนบนเตียงลูกกรง(เตียงเด็กที่มีกรงกันเด็กตกหนะ) ฉันก็จะเห็นเจ้าตุ๊บตั๊บนอนอยู่ใกล้ๆทุกวัน จนฉันโตขึ้นมันก็หายไปไหนแล้วไม่รู้


ต่อมาก็มีเชาเชาที่พ่อเลี้ยงมันจนโตตอนอยู่อุดรฯ และที่โคราชตอนนั้นก็มีไอ้โจ เป็นหมาพันธุ์เดียวกันกับตุ๊บตั๊บ มีคนให้พ่อมาอีกที

พอพ่อย้ายกลับมาโคราช ไอ้โจก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจที่มีไอ้เชามาอยู่ด้วยอีกตัว เวลากัดกันทีต้องมีเลือดตกยางออก ไอ้เชามันน่าสงสารเพราะมันโดนหาเรื่องตลอดเวลา แต่ฉันก็พอเข้าใจไอ้โจนะน่าจะเป็นเพราะว่าพ่อพาเชาไปสนามเทนนิสด้วย และไอ้เชาก็ได้กินข้าวคลุกกับเนื้อสัตว์ที่ทำเพื่อมันโดยเฉพาะ แต่ไอ้โจต้องกินกับข้าวที่เหลือที่บ้าน

เอาเป็นว่าไอ้โจกับไอ้เชามันก็กัดกันเรื่อยมาจนเชาตายจากไปด้วยโรคหัวใจ นอนนิ่งอยู่สนามหญ้าข้างบ้าน แล้วร่างของมันก็โดนฝังอยู่ตรงนั้น

ส่วนไอ้โจกลายเป็นหมานิสัยเสียไปเสียแล้ว เอาแต่ใจ ขี้อิจฉา มีอยู่วันหนึ่งมันไล่กัดเป็ดจนเป็ดตายคาปาก ฉันกำลังรอจะไปตีเทนนิสยืนอยู่แถวนั้นพอดีพร้อมไม้เทนนิสในมือ ภาพที่เห็นติดตาคือเป็ดร้องไห้โอดครวญขอชีวิตอยู่ในปากไอ้โจ

"ไอ้หมาบ้า แกไม่กินเป็ดแล้วจะกัดเป็ดทำไมวะ!"

คิดดังนั้นไม้เทนนิสในมือฉันจึงฟาดลงไปบนหลังของไอ้โจดัง

"ป้าบ!!!"

แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยเห็นไอ้โจอีกเลย

กลับมาเรื่องที่จะเล่าคือนีออน

นีออนเป็นหมาพันธุ์ลอบราดอ ได้มันมาตั้งแต่ยังเล็ก พลังงานเหลือเฟือ วิ่งซุกซนชนโน่นชนนี่ ชอบกระโดดใส่ชุดนักเรียนเปื้อนทุกเช้าพร้อมน้ำลายของมัน

นีออนไม่ได้ถูกฝึกมาให้คาบลูกเทนนิสเหมือนเชาเชา แต่ด้วยความไฮเปอของมันทำให้มันทำได้ทุกอย่าง
ฉันได้นีออนมาเมื่อตอนอายุ 12 หรือสิบกว่าปีก่อน

เหมือนเจ้าเชาเชา ทุกเย็นที่พ่อฉันสตาร์ทรถจี๊ปเพื่อไปตีเทนนิส มันจะกระโดดขึ้นหลังรถโดยไม่ต้องเรียก แค่ได้ยินเสียงรถสตาร์ทก็มาแล้ว ดังนั้น ฉันกับเจจะต้องรีบกันแย่งขึ้นรถเพื่อที่จะเป็นคนนั่งหน้า ไม่งั้นถ้าต้องไปนั่งหลังกับไอ้นีออน มีหวังหน้าเปียกน้ำลายแน่ๆ และส่วนใหญ่ฉันมักจะใช้โซตัสนั่งหน้าได้สำเร็จ วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

เป็นเวลากว่าสิบปีที่นีออนไปสนามเทนนิสทุกเย็น ตั้งแต่มันกระโดดขึ้นรถเองได้ วิ่งก่อกวนในสนาม เค้าตีอยู่ก็ไปกระโดดคาบลูกของเค้า มาจนถึงวันที่มันแค่ก้าวขึ้นรถก็ยังไม่ไหว ต้องให้อาทหารอุ้มขึ้น ไปถึงสนามก็ได้แต่นั่งเฝ้าพ่อฉันอยู่ข้างเก้าอี้ มองดูลูกเทนนิสลอยผ่านไปมา

มีวันหนึ่งพ่อฉันไม่อยู่บ้าน ไม่ได้ไปตีเทนนิส นีออนหาพ่อไม่เจอ มันวิ่งจากบ้านไปสนามเทนนิส แล้วก็พบกับความว่างเปล่า พ่อฉันไม่ได้อยู่ที่นั่ง ตอนวิ่งไปมันคงวิ่งไปด้วยใจที่อยากเห็นหน้าเจ้านายของมัน สัญชาตญาณเลยพามันไปถึงสนาม แต่พอขากลับ มันหาทางกลับบ้านไม่ได้ จนอาทหารที่สนามเทนนิสต้องพามันเดินกลับบ้าน

วันนี้มันไม่อยู่แล้ว ทั้งที่บ้านหรือสนามเทนนิส

กลับเมืองไทยครั้งล่าสุด มันเดินเข้ามาเอาหน้าวางไว้บนตักฉันแล้วนอนนิ่ง น้ำตาไหล ฉันรู้ได้แล้วว่าคงอีกไม่นาน แต่ฉันก็ไม่ได้คิดว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้เห็นวาระสุดท้ายของมันว่ามันสิ้นใจจากโลกใบนี้ไปอย่างไร

หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะจ๊ะเจ้านีออนแสนซื่อสัตย์

รัก

พี่จี

Tuesday, December 8, 2009

อ่อนแอในวันปีใหม่


คืนก่อนปีใหม่คืนหนึ่งฉันนอนอยู่ในห้องนอนที่ฉันเติบโตมาเพียงลำพัง

คืนนั้นเป็นคืนปีใหม่ที่ฉันคิดว่าฉันเหงาที่สุดในชีวิต

ไม่มีการอยู่รวมกันของครอบครัว ไม่มีเสียงเพลงไพเราะ ไม่มีของขวัญ ไม่มีการนับถอยหลังร่วมกัน…

ฉันนับมันอยู่คนเดียวบนเตียง คอยสดับได้ยินเสียงแว่วของการเฉลิมฉลองจากบ้านใกล้เรือนเคียง

วันนั้นช่างต่างกันเหลือเกินกับวันนี้

ปีใหม่ปีนี้ฉันอยู่คนเดียวอย่างแท้จริง

ทุกคนรอบกายต่างกลับเมืองไทย

ฉันจะร้องไห้ฟูมฟายสักกี่ชั่วโมงก็คงเปลี่ยนความเป็นจริงตรงนี้ไม่ได้ว่าคำว่า “ลำพัง” ที่แท้จริงกำลังรอฉันอยู่ภายหน้าต่างหาก

หาใช่เมื่อตอนเยาว์วัยวันนั้นไม่

น้ำตาไหลพร้อมกับใจที่เปลี่ยวเหงาแต่ต้องกัดฟันบอกตัวเองให้สู้

ก็เพราะเราต่างเกิดมาคนเดียว และจากโลกนี้ไปเพียงคนเดียวสินะ

Sunday, December 6, 2009

RSVP Lecture



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นวันที่อาการป่วยของฉันเริ่มแสดงอาการ ด้วยความนิ่งนอนใจกอปรกับได้ RSVP เลคเชอร์หนึ่งของมหา'ลัยไปแล้วจึงตัดสินใจออกจากบ้าน

เลคเชอร์ที่ไปฟังมามีความน่าสนใจอย่างไร?

สารภาพตามตรงฉันไม่ได้รู้จักอิโหน่อิเหน่อะไรกับคนที่ชื่อ Eric Fischl เลย จนได้รับจดหมายอิเลคทรอนิกส์จากมหาวิทยาลัย ฉันเริ่มสนใจที่เลคเชอร์นี้จำเป็นต้อง RSVP กลับ จึงเริ่มเข้าไปอ่านบทเกริ่นนำเกี่ยวกับหัวข้อที่เค้าจะบรรยายได้ความสนใจเพิ่มเติม

"How Painting Died"
In 1881, Vincent van Gogh cut of his ear. This act of self-mutilation was not considered art. He made a painting about it:a self-portrait with a bandaged ear. That is considered art. In 1971, Chris Burden has himself shot in the arm. His performance of self-mutilation was considered art. The photo documentation about it is not considered art. How did this transformation happen in nearly 100 years of avant-garde thinking?

นี่คือความสนใจแรกเริ่ม และพอได้มีโอกาสอ่านประวัติของศิลปิน Eric Fischl แล้ว ยิ่งเพิ่มความตั้งใจเป็นสามเท่า ศิลปินท่านนี้ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวัย 60 ปี งานของเค้าได้แสดงงานใน MoMA(Museum of Modern Art) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่หนึ่งในนิวยอร์ก(คงละไว้ในฐานที่ควรจะเข้าใจร่วมกันได้ว่าเค้าก็มีงานแสดงที่อื่นอีกมากมายเช่นกัน)

ในวันนั้นฉันไปถึงก่อนเวลา จึงไปนั่งทำรายงานระยะสุดท้ายอยู่ที่โรงอาหารใต้หอประชุมนั้น พี่เก่ง -- รุ่นพี่อีกคนที่ให้ฉันลงชื่อไว้ก็จะมาเช่นกัน แต่ด้วยความเผลอเรอของพี่เก่งเองที่ไม่ได้อ่านอีเมลล์หรือของฉันที่ไม่ได้บอกเค้าไม่ทราบ ทำให้พี่เก่งไม่รู้ว่าเลคเชอร์นี้จัดขึ้นที่ Brooklyn Campus มิใช่.. Manhattan

สุดท้ายฉันจึงลงเอยด้วยการเข้าไปนั่งฟังคนเดียวพร้อมกับอาการป่วยแรกเริ่มที่พอจะอั้น "ไอ" ได้นิดหน่อย

Fischl เกริ่นไว้แต่แรกว่าเค้าไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ดังนั้นการบรรยายของเค้าในวันนี้หากนักประวัติศาสตร์คนใดเห็นว่าไม่ถูกต้องสอดคล้องก็โปรดลืมๆมันไปด้วย

Fischl ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทความข้างต้นในการพิจารณาว่าสิ่งใดคือศิลปะอย่างสั้นๆว่า
"It's the matter of time."
ฉันแปลให้เข้าใจมากขึ้นว่า มันเป็นเรื่องของยุคของสมัย

คำนี้ทำให้ฉันกลับมาคิดต่อว่าประวัติศาสตร์นั้นสำคัญเสมอ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ มนุษย์เราใช้ชีวิตอยู่แบบกระแสหนึ่ง ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง มนุษย์ก็ใช้ชีวิตตามแบบอีกกระแสหนึ่ง ไม่มีอะไรคงที่ตายตัว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้น ท่าน Fischl จึงหันเหความสนใจในการตอบคำถามโลกแตกนี้มาชี้ประเด็นในเรื่องของ "เจตนา" มากกว่า

การทำงานศิลปะชิ้นหนึ่ง จะถือเป็นงานศิลปะหรือไม่ อยู่ที่เจตนาของศิลปิน องค์ประกอบทุกอย่างบนผืนผ้าใบ บนรูปถ่าย บนชิ้นงานชนิดใดก็ตาม ควรจะเกิดมาจากเจตนาเป็นสำคัญ ตามมาด้วยตัวอย่างงานเขียนและรูปถ่ายตั้งแต่สมัยของ Van Gogh ไล่มาจนถึง Andy Warhol แล้วค่อยจบลงที่รายละเอียดเล็กน้อยของงานแต่ละชิ้นของเค้าเอง

นอกจากเรื่องการแฝงของเจตจำนงในงานของศิลปินแล้ว Fischl ยังเน้นเรื่อง Body ของคนเราว่าเป็นหลักสำคัญในการ "สื่อสาร" ผ่านงานศิลปะตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมันสามารถบอก หรือเล่าอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก หรือการบิดเบือน พร้อมกับยกตัวอย่างงานเพ้นท์ตั้งแต่สมัย Realistic มาจนกลายเป็น Abstract Body

เวลาผ่านไปสองชั่วโมงกว่า เลคเชอร์ยังไม่มีทีท่าจะจบลง แต่อาการป่วยจะทำฉันจบชีวิตได้แล้ว ฉันจึงต้องขอนุญาตเสียมารยาทออกจากห้องประชุมก่อนเวลาเลิก

หมดการฟังบรรยายวันนี้ทำให้ฉันอยากเขียนเรื่อง Bauhaus ที่ฉันเพิ่งไปดู Exhibition ที่ MoMA มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนจัง แต่ฉันยังไม่มีเวลาเลย เพราะเรื่องนี้ฉันมีอะไรจะเขียนมากมาย เกริ่นเอาไว้เนิ่นๆว่า Bauhaus คือ จุดเริ่มต้นของ Modernism

ส่วนวันนี้ต้องขอลาไปก่อน เพราะป่วยหนักมาก ถึงมากที่สุด


Saturday, December 5, 2009

สุขสันต์วันพ่อ



วันเสาร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒

ตื่นมาไม่ค่อยเช้าเมื่อเทียบกับเวลาที่นอนไปทั้งวันทั้งคืนของเมื่อวาน
โทรศัพท์อยู่ไหนนะ โทรหาพ่อดีกว่า

"ฮัลโหล"
"..."
"ฮัลโหล"
"ฮัลโหลลลล สุขสันต์วันพ่ออออ...แอ่กๆ"
"ขอบคุณๆ เป็นอะไรหนะเรา"
"ไม่ จะ บาย จ้า"
"ก็นอนไม่พอหนะสิ"
(รู้ได้ไงฟะ)
"ช่วงนี้สอบไฟนอลแล้ว"
"แล้วเป็นอะไร"
"เป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็นตอนพ่อมาหนะแหละ"
"กินยารึยีง"
"กินแล้ว เหมือนเดิมเป๊ะ"
"เดี๋ยวเจมาแล้วพ่อให้โทรกลับหาเรา"
"ได้ๆ เดี๋ยวไปทำบุญก่อนนะ"

แล้วก็กลับมานอนซมทั้งวัน เค้าว่ากันว่าวันนี้เป็นวันที่หิมะตกวันแรกในนิวยอร์ก ฉันไม่มีโอกาสเห็น
มันมืดเกินไปที่จะมองออกไป
ฉันป่วยเกินไปที่จะออกไปเดินเล่น

ฉันชอบหิมะ
ความนุ่มนวลในการหล่นของมันเหมือนผู้ใหญ่ใจดี
พร้อมที่จะให้ฉันออดอ้อน ออเซาะอยู่นานแค่ไหนก็ได้

"เจจจจจจ พี่จีป่วย"
"เป็นอะไร"
"เป็นเหมือนที่เคยเป็นหนะ"
"แล้วกินยารึยัง"
(จะพูดเหมือนกันทำไม)
"กินแล้ว...จะไปทำบุญแหละ"
"ไปกับใคร"
"ไปกับพี่ๆที่เจไม่เคยเจอหนะ"

เค้าเป็นพี่ที่ดีกันหมดเลยนะ
แล้วก็พี่เหล่านี้เองแหละที่บอกฉันว่าวันนี้หิมะจะตก...

สุขสันต์วันพ่อ สุขสันต์วันหิมะตก


Wednesday, December 2, 2009

วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2552 4.08 น.



วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2552
4.08 น.

Canon

ฉันไม่มีทางลืมเธอได้หรอก
ตราบใดที่ฉันยังคงมีหัวใจ

แต่ฉันเติบโตขึ้นได้
เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ควรใช้เหตุผล
เข้าใจว่าสิ่งที่ควรจะเป็นนั้นเป็นเช่นไร

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อพบเจอสิ่งเหล่านี้กันหรอกหรือ
"ความผิดหวัง"
หากเป็นเช่นนั้นจะเข้าใจมันให้ยากไปทำไม
ว่านี่ก็เป็นเพียงความเจ็บช้ำบางบทบางตอน
ในชีวิตอันยาวไกลนี้เท่านั้น

เธอยังคงเหมือนเดิมในใจฉัน
เธอคนเดิม คนที่ฉันรู้จักกันเท่านี้
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
ตราบใดที่ฉันยังมีหัวใจ
ฉันรู้จักเธอมาเท่านี้