Thursday, April 29, 2010

เครียด




ตอนเรียนนิติฯ การออกไปอ่านหนังสือข้างนอกถึงเช้า นั่ง taxi กลับสามย่านแวะกินโจ๊กแล้วเดินกลับหอในฯดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก็ทำมาได้จนเรียนจบ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองกลับไปใช้ชีวิตขะมักเขม้นเหมือนช่วงก่อนสอบตอนเรียนนิติฯอีกครั้ง
ได้ค้นพบความเหมือนและความต่าง;

เหมือนกันที่ สถานที่อ่านหนังสือติดบริการสารธารณะทั้งคู่ คือ BTS และ Subway ตามลำดับเวลา
เหมือนกันที่ ระยะเวลาที่ใช้คือนั่งยันรุ่ง

ต่างกันที่ อากาศที่หนาวกว่า(เกือบติดลบ)
ต่างกันที่ แม้โรงเรียนจะติด subway แต่บริเวณนี้ก็ถูกจัดลำดับว่าเป็นเขตอันตรายที่สุดในนิวยอร์ก อันตรายยิ่งกว่า the Bronx หรือ Harlem เพราะเป็นเขตที่อยู่คนดำเหมือนกัน แต่เป็นคนดำที่ได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล ไม่มีบ้าน ไม่มีรายได้ ข่าวปล้นฆ่าเพื่อเงินเพียง $20 หรือเพื่อนของเพื่อนฉันเองโดนจี้อยู่ตรงหัวมุมสถานีตำรวจแท้ๆ ควักกระเป๋าออกมาให้ดูมีแค่ $3 ก็ยังโดนเอาไปหมดตัว
ต่างกันอีกที่ ที่นี่ไม่มีโจ๊ก

ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ใจความที่ค้นพบก็คือความเหนื่อยในวันต่อไป

ฉันอยู่ที่ตึก Architecture จนถึงเช้า รอรถช่วงเวลา 6.oo น. เพราะเป็นเวลาที่รถสายกลางวันเริ่มวิ่ง คาดการณ์เอาเองว่าน่าจะมีความปลอดภัยสูงขึ้น ถึงบ้านกว่าจะได้เข้านอนตอน 8.00 น. มีเรียนบ่ายสามเลยตั้งปลุกไว้ 13.00 น. ตื่นมาแทบลุกไม่ไหว ไปเรียนแทบไม่รู้เรื่อง ติดมาจนถึงวันนี้ที่ไมเกรนกินหัวและก็มีไข้ทุกวัน

ฉันเลยนั่งคิด
มันถึงเวลาที่จะเลิกฝืนสังขารแล้วหรือเพราะฉันขี้เกียจลงกันแน่

แล้วใครจะรู้?


Sunday, April 18, 2010

จากป้าในซับเวย์ถึงหญิงถึกเพิ่งพักรบกับข่าวในประเทศ






วันนี้ฉันถูกมินนี่ลากออกจากที่นอนตอนบ่ายโมง(หลังจากเข้านอนตอน 8 โมงเช้า)
เพื่อให้ไปทำโมเดล(ธุระฉันเอง)ที่คณะของมินนี่
ทีแรกนัดกันไว้วันอาทิตย์แต่มินไม่ว่างแล้ว
แต่ยังมีน้ำใจอยากให้งานฉันเสร็จลุล่วงก่อนเปิดเรียนในวันจันทร์
จึงจะปลีกเวลามาทำให้ฉันวันนี้ตอนบ่ายแทน

คืนก่อนหน้าฉันก็ให้คำมั่นไว้อย่างดีตอนตีสามว่าตื่นแน่นอน
มินไปนอนพร้อมกับความไม่มั่นใจในตัวเพื่อนเท่าไหร่
ประมาณเที่ยงเมสเสจมาปลุกฉัน
ฉันงัวเงียตอบกลับไปว่าไปไม่ทันแน่ๆเลย ไว้วันหลังแล้วกัน(ง่ายๆอย่างนี้ แล้วไปนอนต่อ)
มินคงรู้สันดานเพื่อนดีเลยไม่รอส่งเมสเสจคุยกันแล้วแต่โทรมาเลย
ฉันงัวเงียรับ
"โหล....."
"ยังไม่ตื่นใช่มั้ยเนี่ยยยยย"
"อื้ออออ...."
"ตื่นมาวันนี้เลย เรามีเวลาตั้งหลายชั่วโมงก่อนไปปาร์ตี้ตอนเย็น ยังไงก็ทัน"
"ฮือ.....ไม่ทันนนนนนน...ยังไงก็ไม่ทันนนนน......ยังไม่ตื่นเลย ไหนจะอาบน้ำ ไหนจะเดินทางอีก"
"ถ้าตื่นตอนนี้ก็ทันนะจ๊ะ ตื่นๆๆๆๆ"
"แงงงงงงงงงง ตื่นก็ได้ ฮือ.........."
"ตื่นนะ อย่านอนต่อนะ"
"อือๆๆๆๆๆ ไม่สระผมก็ได้ เชอะ"

แล้วฉันก็งัวเงียตื่นขึ้นมาจนได้

วันนี้เป็นวันเสาร์ วันปกติที่ตารางรถไฟใต้ดินมักจะเปลี่ยนแปลง
ยากบ้าง ง่ายบ้าง ซับซ้อนบ้าง ต้องคอยติดตามเอา
วันนี้ตารางรถวิ่งเปลี่ยนแปลงค่อนไปทางยาก
คือไม่มีรถวิ่งเข้าเมืองตั้งแต่สถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่ง
แต่ก็มีบางสถานี
รถบางสายไม่วิ่งจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง แต่ก็วิ่งบางสถานี
บางสายเคยวิ่งอย่างหนึ่ง วันนี้วิ่งอีกอย่างหนึ่ง
โอย...ปวดหัว

แต่ตารางมันเปลี่ยนอย่างนี้เป็นอาทิตย์ที่สองแล้วฉันเลยเริ่มคุ้น


ในซับเวย์ฉันได้นั่งข้างผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบห้าสิบปีเชื้อสายจีนคนหนึ่ง

นานๆทีฉันจะได้คุยกับคนแปลกหน้า

เค้าหันมาถามฉันว่า
"เค้าจะไป Elmhurst ไปยังไง ทำไมรถวิ่งอย่างนี้"
แล้วก็มีพนักงานประกาศรัวๆเร็วๆตามระเบียบ ซึ่งปกติมันจะฟังไม่รู้เรื่อง
และวันนี้มันก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ฉันรู้ว่ารถไฟมันเปลี่ยนวิ่งยังไงก็เลยพอจับใจความได้
เลยถามป้าจีนคนนั้นว่าได้ยินแล้วใช่มั้ย
เค้าบอกว่าฟังไม่รู้เรื่อง
ก็เลยอธิบายให้เค้าฟังว่าไปเปลี่ยนรถยังไงที่สถานีไหน
เค้าขอบคุณฉันมากพร้อมกับบทสนทนาได้เริ่มขึ้น

"นี่ตอนป้าอายุเท่าหนู ป้าไม่เคยคิดเลยนะว่าป้าจะแก่ได้ขนาดนี้"
(ตรูขำในใจ)
"ถ้าป้าย้อนเวลาได้ ป้าจะตั้งใจใช้ชีวิตให้คุ้มกว่านี้ วัยนี้มีพลังนะหนู ทำอะไรก็ตั้งใจทำ"
"ค่ะ ก็คิดงั้นเหมือนกันค่ะ"
"เนี่ยป้าเป็นครูนะ เห็นเด็กๆสมัยนี้ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างประมาทแล้วรู้สึกเสียใจกับพวกเค้า บางคนมีสมองนะ แต่ไม่เอามาใช้ ปล่อยเวลาไปวันๆ"
"ค่ะ"
"หนูสังเกตมั้ยทำไมคนนี้ถึงมีเงินเป็นหมื่นๆล้าน แต่ทำไมคนอีกคนถึงมีเงินแค่หมื่นเดียว"
(หมื่นเดียวก็เยอะแล้วนะคะป้า)
"ก็พอจะเข้าใจค่ะ"
"ก็เพราะว่าคนที่จะหาเงินได้เยอะๆเค้าต้องขยัน ไม่ใช้ขี้เกียจ ต้องใฝ่รู้"
"แต่หนูว่าหนูไม่ได้อยากมีเงินเยอะขนาดนั้นนะคะ เท่าที่เป็นอยู่ก็พอแล้ว"
"ไม่ได้ๆ อย่าคิดอย่างนี้ ต้องขยันแล้วหาเงินเยอะๆ"
(ได้แต่ยิ้ม)
"นี่เห็นของป้ามั้ย ป้าไปซื้อของสดมาทำกับข้าวให้แม่ป้ากิน แม่อายุ 85 แล้ว ป้าทำกับข้าวให้แม่กิน แม่ก็เอาไปให้ลูกชาย ลูกชายมันก็ไม่กินหรอก มันก็เอาไปให้แม่สะใภ้มันกินอีกทีนึง อะไรๆก็ลูกชาย..."
"มันก็เป็นธรรมดาของธรรมเนียมจีนนะป้า..."
"ไม่ใช่หรอก ไอริชก็มี ยิวก็มี ป้ารู้"
"อะค่ะป้า"

แล้วก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ป้าต้องลง พร้อมคำขอบคุณจากป้าอีกครั้งที่มอบให้ฉันก่อนจากลา

ขอบคุณมินนี่ที่ปลุกฉัน ถ้าฉันไม่ตื่นยังนอนอยู่กับเตียงก็คงไม่ได้คุยกับป้าคนนี้ แล้วก็คงจะไม่ได้ตอกย้ำความเป็นธรรมดาของโลกใบนี้อีกครั้ง

Saturday, April 17, 2010

ความสุขกับมดน้อย


ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ฝนตกเกือบทุกวัน ก็คงคล้ายหน้าฝนเมืองไทย
เวลาฝนตกที่โคราชทีไรมดจะเข้ามาทำรังในบ้านเป็นชุมนุมใหญ่ โดยเฉพาะในห้องน้ำ

ที่นี่ก็เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นชุมนุมมดใหญ่เหมือนตอนอยู่โคราช ที่นี่มีมดประมาณสามสี่ตัว
จากการสังเกตมันทุกๆวันคิดว่าเป็นมดหน้าเดิมๆแทบทั้งสิ้น

ความสุขเล็กๆน้อยๆที่พอหาได้ของฉันเกิดขึ้นที่ห้องน้ำเป็นประจำทุกวันวันละสองเวลา
เพราะเวลาฉันจะอาบน้ำทีไรจะต้องมีมดไม่หนึ่งก็สองตัวเดินไต่ไปมาอยู่ในอ่างอาบน้ำทุกครั้ง
ฉันเลยต้องช่วยเหลือชีวิตพวกมันไว้ก่อนด้วยการนำมันออกไปก่อนที่มันจะโดนน้ำท่วมตาย

วิธีการนำมันออกไปนั้นฉันก็พยายามเปลี่ยนเส้นทางเดินของมัน โดยจะไม่ถูกต้องตัว เพราะมันบอบบางกว่าที่เราจะประเมิณได้ แต่ในใจของมดน้อยคงรู้สึกรำคาญ คงอึดอัดคับคั่งว่าทำไมฉันถึงไม่สามารถเดินในที่ๆฉันอยากเดินได้ มันคงไม่รู้หรอกว่าการที่ฉันหาอะไรมากั้นไว้ไม่ให้มันเดินไปข้างหลัง เพื่อให้มันเดินไปข้างหน้าให้พ้นจากพื้นที่ที่น้ำจะไหลผ่านเป็นความหวังดี

หลายอย่างในชีวิตที่อาจไม่ถูกใจเรา แต่ถ้ามันเกิดจากความหวังดี ก็คงดีกว่าอะไรที่ถูกใจเราที่เกิดจากความหวังร้าย

ช่วงนี้ก่อนอาบน้ำทีไรนึกขำในใจคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยมดทุกที

แล้วฉันก็พบความสุขเล็กๆน้อยๆจากการที่พอจะทำอะไรให้สิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นได้บ้าง แม้จะเป็นชีวิตเล็กๆก็ตาม

Saturday, April 10, 2010

รักเธอ ประเทศไทย





ฉันเป็นคนหนึ่งที่รักชาติ ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย ดีใจที่มีโอกาสได้อยู่ในสมัยที่ได้รับการสืบทอดวัฒนธรรมที่ประณีตงดงาม
ฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยสนใจการจัดลำดับความเจริญของประเทศต่างๆทั่วโลกโดยวัดกันอย่างโง่ๆด้วยความเจริญทางด้านวัตถุ เพราะฉันเชื่อมั่นในคุณค่าของความแตกต่างและวิถีชีวิตที่แตกต่างจักรดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง เมื่อยี่สิบห้าปีก่อนฉันเกิดมาพูดยังไม่เป็นคำ พ่อแม่ฟูมฟักเฝ้าสั่งสอนอบรม โตมาเริ่มได้เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบกายที่ไกลกว่าคำว่าครอบครัว วิถีชีวิตเปลี่ยนผันมานับไม่ถ้วน หากแต่สิ่งเหล่านั้นฉันถือเป็นเพียงแค่การปรับตัวเพื่ออยู่รอดต่อไปในเชิงสังคม แต่ตัวตนและรากเหง้าแห่งความเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง โตมากับท้องฟ้า บ่อน้ำ สนามหญ้า แมลงปอ จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ และต้นธูป ไม่ได้เลือนลางหายจางไปไหน

วันนี้ฉันมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ของโลกท่วมท้นไปด้วยผู้คนสารพัด หากวันหนึ่งฉันต้องจากความเร่าร้อนสนุกสนานตรงนี้ไป
หลายคนบอกว่า "คงอยู่ไม่ได้หากต้องไปอยู่ต่างจังหวัดเงียบๆ"
ฉันลองหยุดและนั่งลงคิด
"สิบห้าปีแห่งการเจริญเติบโต ฉันมิได้อยู่ในที่ๆคนเค้าเรียกกันว่าต่างจังหวัดเงียบๆหรอกหรือ?"

รากของฉันอยู่ตรงนั้น ตรงนี้คือผลของความสมบูรณ์ในการบ่มเพาะให้รากแข็งแรงเพื่อจะมีแรงเติบโตต่อไปเพื่อมองโลกใบนี้ในมุมที่กว้างขึ้น แต่หากวันนี้ฉันเผลอตัดรากนั้นทิ้ง ในอีกไม่กี่วันฉันคงสิ้นลม

เราเป็นคนไทยด้วยกัน มีผืนแผ่นดินที่ใช้เติบโตมาผืนเดียวกัน จะรบราฆ่ากันเพื่อระบบที่ประเทศตะวันตกโฆษณาชวนเชื่อไว้ทำไม ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่คูหา หรือสิทธิในการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนุญ แต่อยู่ที่ใจและการปฎิบัติ

คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ฉันยึดถือคำหนึ่งก็คือจะดีจะชั่ว เรารู้อยู่แกใจ อย่าให้ความโง่เขลาเบาปัญญาทำให้คนอื่นมาบอกเราได้ว่าเราควรหรือไม่ควรทำอะไร
ก่อนจะออกมาป่าวประกาศว่าเป็นคนรักประชาธิปไตย ก็ควรเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก่อนว่ามันคืออะไร

ไม่อยากให้คนไทยลืมรากแห่งความรักสงบ รากแห่งดินแดนแห่งรอยยิ้ม รากของความเป็นไทย
หากเราเองยังอยู่ด้วยกันเองไม่ได้ ก็คงไม่มีดินแดนที่ไหนในโลกใจดีพอที่จะเปิดรับเราเข้าไป
คนไทยก็ต้องคู่กับประเทศไทย
มิได้เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ?
ลดทิฐิ และคุยกันโดยปราศจากโทสะเถอะนะ