
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นวันที่อาการป่วยของฉันเริ่มแสดงอาการ ด้วยความนิ่งนอนใจกอปรกับได้ RSVP เลคเชอร์หนึ่งของมหา'ลัยไปแล้วจึงตัดสินใจออกจากบ้าน
เลคเชอร์ที่ไปฟังมามีความน่าสนใจอย่างไร?
สารภาพตามตรงฉันไม่ได้รู้จักอิโหน่อิเหน่อะไรกับคนที่ชื่อ Eric Fischl เลย จนได้รับจดหมายอิเลคทรอนิกส์จากมหาวิทยาลัย ฉันเริ่มสนใจที่เลคเชอร์นี้จำเป็นต้อง RSVP กลับ จึงเริ่มเข้าไปอ่านบทเกริ่นนำเกี่ยวกับหัวข้อที่เค้าจะบรรยายได้ความสนใจเพิ่มเติม
"How Painting Died"
In 1881, Vincent van Gogh cut of his ear. This act of self-mutilation was not considered art. He made a painting about it:a self-portrait with a bandaged ear. That is considered art. In 1971, Chris Burden has himself shot in the arm. His performance of self-mutilation was considered art. The photo documentation about it is not considered art. How did this transformation happen in nearly 100 years of avant-garde thinking?
นี่คือความสนใจแรกเริ่ม และพอได้มีโอกาสอ่านประวัติของศิลปิน Eric Fischl แล้ว ยิ่งเพิ่มความตั้งใจเป็นสามเท่า ศิลปินท่านนี้ยังมีชีวิตอยู่ด้วยวัย 60 ปี งานของเค้าได้แสดงงานใน MoMA(Museum of Modern Art) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่หนึ่งในนิวยอร์ก(คงละไว้ในฐานที่ควรจะเข้าใจร่วมกันได้ว่าเค้าก็มีงานแสดงที่อื่นอีกมากมายเช่นกัน)
ในวันนั้นฉันไปถึงก่อนเวลา จึงไปนั่งทำรายงานระยะสุดท้ายอยู่ที่โรงอาหารใต้หอประชุมนั้น พี่เก่ง -- รุ่นพี่อีกคนที่ให้ฉันลงชื่อไว้ก็จะมาเช่นกัน แต่ด้วยความเผลอเรอของพี่เก่งเองที่ไม่ได้อ่านอีเมลล์หรือของฉันที่ไม่ได้บอกเค้าไม่ทราบ ทำให้พี่เก่งไม่รู้ว่าเลคเชอร์นี้จัดขึ้นที่ Brooklyn Campus มิใช่.. Manhattan
สุดท้ายฉันจึงลงเอยด้วยการเข้าไปนั่งฟังคนเดียวพร้อมกับอาการป่วยแรกเริ่มที่พอจะอั้น "ไอ" ได้นิดหน่อย
Fischl เกริ่นไว้แต่แรกว่าเค้าไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ดังนั้นการบรรยายของเค้าในวันนี้หากนักประวัติศาสตร์คนใดเห็นว่าไม่ถูกต้องสอดคล้องก็โปรดลืมๆมันไปด้วย
Fischl ให้ความเห็นเกี่ยวกับบทความข้างต้นในการพิจารณาว่าสิ่งใดคือศิลปะอย่างสั้นๆว่า
"It's the matter of time."
ฉันแปลให้เข้าใจมากขึ้นว่า มันเป็นเรื่องของยุคของสมัย
คำนี้ทำให้ฉันกลับมาคิดต่อว่าประวัติศาสตร์นั้นสำคัญเสมอ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ มนุษย์เราใช้ชีวิตอยู่แบบกระแสหนึ่ง ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง มนุษย์ก็ใช้ชีวิตตามแบบอีกกระแสหนึ่ง ไม่มีอะไรคงที่ตายตัว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้น ท่าน Fischl จึงหันเหความสนใจในการตอบคำถามโลกแตกนี้มาชี้ประเด็นในเรื่องของ "เจตนา" มากกว่า
การทำงานศิลปะชิ้นหนึ่ง จะถือเป็นงานศิลปะหรือไม่ อยู่ที่เจตนาของศิลปิน องค์ประกอบทุกอย่างบนผืนผ้าใบ บนรูปถ่าย บนชิ้นงานชนิดใดก็ตาม ควรจะเกิดมาจากเจตนาเป็นสำคัญ ตามมาด้วยตัวอย่างงานเขียนและรูปถ่ายตั้งแต่สมัยของ Van Gogh ไล่มาจนถึง Andy Warhol แล้วค่อยจบลงที่รายละเอียดเล็กน้อยของงานแต่ละชิ้นของเค้าเอง
นอกจากเรื่องการแฝงของเจตจำนงในงานของศิลปินแล้ว Fischl ยังเน้นเรื่อง Body ของคนเราว่าเป็นหลักสำคัญในการ "สื่อสาร" ผ่านงานศิลปะตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมันสามารถบอก หรือเล่าอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก หรือการบิดเบือน พร้อมกับยกตัวอย่างงานเพ้นท์ตั้งแต่สมัย Realistic มาจนกลายเป็น Abstract Body
เวลาผ่านไปสองชั่วโมงกว่า เลคเชอร์ยังไม่มีทีท่าจะจบลง แต่อาการป่วยจะทำฉันจบชีวิตได้แล้ว ฉันจึงต้องขอนุญาตเสียมารยาทออกจากห้องประชุมก่อนเวลาเลิก
หมดการฟังบรรยายวันนี้ทำให้ฉันอยากเขียนเรื่อง Bauhaus ที่ฉันเพิ่งไปดู Exhibition ที่ MoMA มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนจัง แต่ฉันยังไม่มีเวลาเลย เพราะเรื่องนี้ฉันมีอะไรจะเขียนมากมาย เกริ่นเอาไว้เนิ่นๆว่า Bauhaus คือ จุดเริ่มต้นของ Modernism
ส่วนวันนี้ต้องขอลาไปก่อน เพราะป่วยหนักมาก ถึงมากที่สุด
No comments:
Post a Comment